มีเสียงวิจารณ์ตามมาทันทีภายหลังพรรคก้าวไกลมีมติขับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นสมาชิกพรรค

เป็นการสมคบคิด เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหวังให้พรรค ก้าวไกลได้ทั้งเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน และรองประธานสภา

ขณะที่บางฝ่ายก็มองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง เพื่อให้เข้าเงื่อนไข

นักวิชาการและอดีตรองประธานสภา นำเสนอมุมมองต่อเนื่องดังกล่าว ไว้ดังนี้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การที่พรรคก้าวไกลมีมติขับนายปดิพัทธ์ ออกจากสมาชิกพรรค เพื่อคงตำแหน่งรองประธานสภาไว้ การเกิดแรงเสียดทานในการทำหน้าที่ของนายปดิพัทธ์ ก็เป็นเรื่องปกติ

ทุกคนรู้เกมอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่พรรคก้าวไกลตัดสินใจจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา คนที่อยู่ในการเมืองก็รู้ว่าเกมต่อไปจะเดินอย่างไร แต่ไม่มีผลเพราะตำแหน่งรองประธานสภาจะออกได้ก็ต่อเมื่อตาย หรือลาออกเท่านั้น อย่างอื่นก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น นายปดิพัทธ์ก็คงทำหน้าที่ไป

ส่วนจะเกิดการไม่ยอมรับจากสมาชิกหรือไม่ โดยเพราะจากพรรคเพื่อไทยและสว.นั้น ในส่วนสว.ตัดไปเลย เพราะสว.ไม่ได้ทำงานร่วมกับรองประธานสภา เพราะรองประธานสภาทำหน้าที่แค่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐสภา

ส่วนสส.ก็มีบางคนที่ต่อต้านซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องยอมรับกติกา ในเมื่อตัดสินใจเลือกเขามาเป็นประมุขฝ่ายนี้แล้ว แม้เขาจะไปอยู่พรรคไหนก็ต้องเป็นประมุขอยู่วันยังค่ำ เพียงแต่ดี ชั่ว อยู่ในใจของแต่ละคนเอง ส่วนการเล่นเกมในสภามันไม่มีปัญหา หากว่าแม่นกติกา แม่นข้อบังคับ ใช้อำนาจหน้าที่ในสภาได้ ก็ไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตามแม้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา จะบอกว่าทำงานด้วยกันได้คงไม่มีปัญหา แต่การทำงานคง ไม่ราบรื่น คงถูกแขวะบ้าง แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

และนายปดิพัทธ์ เป็นคนเก่ง มีไหวพริบ มีปฏิภาณดี คงเอาตัวรอดได้ ไม่น่าจะมีอะไร แต่คิดว่าคงเป็นแค่ช่วงแรกที่เสียความรู้สึกว่าเล่นเกมมากเกินไป โดยเฉพาะสังคมที่มองพรรคก้าวไกล ด้วยความหวังว่าอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ท้ายที่สุดก็เป็น ศรีธนญชัย

ในการทำหน้าที่นั้นไม่ควรยึดติดว่าเขาอยู่พรรคไหน แต่เมื่อตัดสินใจเลือกมาแล้ว เขาทำหน้าที่ไม่บกพร่อง คุมการประชุมได้ และทำให้การประชุมไหลลื่นไปได้ก็ใช้ได้แล้ว

ส่วนเรื่องของความรู้สึก เรื่องของจริยธรรมในใจมันก็จะเกิดปมกับตัวของนายปดิพัทธ์เอง แต่ถ้าไม่แคร์สิ่งเหล่านี้และตั้งใจอยากจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ที่พูดอยู่ตลอดว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงสภาอย่างไร ก็มุ่งมั่นทำไป

นายสถาพร เริงธรรม คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า เป็นมติของพรรคก้าวไกลที่มีทิศทางชัดเจนว่าจะกลับไปเป็นพรรค ฝ่ายค้าน เขาคงอยากเข้าไปกำกับดูแลและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว ส่วนกรณีการขับนายปดิพัทธ์ ที่ให้พ้นจากสมาชิกภาพก็ไม่มีอะไร เป็นเพียงการแก้เกมทางการเมืองปกติ เป็นการบริหารจัดการภายในของพรรคก้าวไกลเอง

ส่วนที่มี สส.พรรคเพื่อไทยระบุการขับนายปดิพัทธ์ออกจากพรรค เป็นการใช้นิติอำพรางนั้น คิดว่าไม่เกี่ยวกัน ไม่มีประเด็นอะไรเลย คิดมากกันไปเอง

ส่วนที่หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าการปฏิบัติหน้าที่รองประธานสภาของนายปดิพัทธ์หลังจากนี้ อาจเกิดความวุ่นวายหรือแรงเสียดทานนั้นก็ไม่เชื่อว่าจะมีปัญหาอะไร เชื่อว่าในส่วนของพรรคก้าวไกลคงคุยกันเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำงานรวมถึงการขับเคลื่อนงานในสภา ร่วมกับพรรคเพื่อไทยก็ยังเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะบทบาทหน้าที่หลักๆ อยู่ที่ประธานสภา ส่วนรองประธานสภาเป็นเพียงผู้ช่วยทำงานเท่านั้น

การปฏิบัติหน้าที่หลังจากนี้ต่างหากที่มองว่านายปดิพัทธ์จะต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด เชื่อว่านายปดิพัทธ์จะทบทวนบทบาทตัวเองเรียบร้อยแล้วในเวลานี้

การปฏิบัติหน้าที่ผู้นำในสภา ต้องยึดหลักความเป็นกลาง อย่างเคร่งครัดให้มากที่สุด ไม่สามารถใช้ตำแหน่งตัวเองเอื้อประโยชน์ให้พรรคใด หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ได้เปรียบในการอภิปรายในสภาได้ เชื่อว่านายปดิพัทธ์จะใช้ดุลพินิจในการทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม

หากปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ใช้ดุลพินิจค้านสายตามากจนเกินไป ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร รวมทั้งต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับการประชุมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพียงเท่านี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นด้วยซ้ำ ส่วนตัวมีเพียงข้อสังเกตว่าตามกฎหมายหลังจากนี้นายปดิพัทธ์จะไปสังกัดพรรคใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน