งานเสวนา “Book Conversation : Matichon x Salmon” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ร้านหนังสือ Kinokuniya สาขา CentralwOrld ชั้น 6 เชิญสุธิดา วิมุตติโกศล และสุวิชชา จันทร มาร่วมพูดคุย

ดำเนินรายการโดย วิกรานต์ ปอแก้ว โดยนำนิยายทั้งสองเรื่องอย่าง The Vanishing Half สายใยสีจาง และ TOMORROW, AND TOMORROW, AND TOMORROW พรุ่งนี้ และพรุ่งนี้ และ พรุ่งนี้ มาสนทนากันในหลากหลายแง่มุม

ขณะที่ The Vanishing Half พูดถึงการดิ้นรนต่อสู้ของตัวละครที่เป็นคนผิวดำ TOMORROW, AND TOMORROW, AND TOMORROW เล่าถึงสถานะของตัวละคร Asian-American ที่ถูกปฏิบัติแบบพลเมืองชั้นสอง ทำให้เห็นว่านิยายทั้งสองเรื่องพูดถึงประเด็นการเป็นคนที่แปลกแยกในสังคมในมุมที่ต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะมุมไหน ทั้งสองเรื่องต่างก็มีศัตรูเดียวกันคือคนท้องถิ่นหรือคนผิวขาว ทำให้เห็นว่าสังคมอเมริกันบีบให้คนที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและเพศต้องอยู่ยากและลำบากกว่าคนอื่นๆ

ประเด็นเรื่องคนและพื้นที่เหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันเช่นเดียวกัน โดยสุวิชชาแลกเปลี่ยนมุมมองว่าคล้ายกับการเหมารวมคนจากภาพลักษณ์ภายนอก หรือ stereotype ที่ในสังคมไทยก็ยังคงมีให้เห็นอยู่

ขณะเดียวกัน สุธิดามองว่า The Vanishing Half ได้กระเถิบไปอีกขั้นหนึ่งคือ นิยายได้ตั้งคำถามว่า “คุณไม่สามารถจะเป็นสิ่งที่คุณไม่ได้ถูก design มาให้เป็นแต่แรกงั้นเหรอ?” นิยายสร้างเงื่อนไขอีกแบบหนึ่งที่ทำให้คนอ่านตั้งคำถามว่าเรากำลังยึดโยงตัวเองกับอะไร หรือใช้มาตรฐานแบบไหนวัดว่าสิ่งไหนปลอมและสิ่งไหนจริง

ฐานะผู้แปล สุวิชชาเล่าว่า Gabrielle Zevin มีเทคนิคการเล่าที่น่าสนใจ โดยใช้การเล่าเรื่องในมุมมองของบุคคลที่ 3 ที่ในครึ่งเล่มแรกจะปล่อย hint บางอย่างไว้และค่อยๆ คลี่คลายปมปัญหาต่างๆ ออกในครึ่งหลัง ผู้เขียนวางปมไว้อย่างแยบยล เล่นกับความรู้สึกผู้อ่าน ทำให้เห็นว่าตัวละครมีชีวิตเป็นของตัวเอง คอยสร้างโจทย์ไว้ให้ ยิงคำถามและมาเติมเต็มคำตอบในภายหลัง

อีกทั้งมองว่า การเล่าเรื่องในลักษณะนี้มีความยาก เพราะถ้าเล่าเกินจะล้น ถ้าเล่าขาดมันจะไม่ครบ แต่ TOMORROW, AND TOMORROW, AND TOMORROW นั้นมีความพอดีและวางแผนมาอย่างดี

ในฐานะตัวแทนผู้อ่าน สุธิดามองว่า การผูกเรื่องของ The Vanishing Half ทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ต่อการตัดสินใจของตัวละคร ผู้เขียนจะโยนปลายทางมาให้ก่อน และเส้นเรื่องจะค่อยๆ คลี่คลายเหตุผลออกมา เหตุนี้เองจึงทำให้การเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องในเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีความท้าทายผู้อ่านในรูปแบบหนึ่ง ว่าเราจะเปิดใจและพร้อมที่จะเข้าใจตัวละครมากแค่ไหนกับการกระทำที่อาจไม่ถูกใจเรา เนื้อเรื่องทำให้เราตั้งคำถามว่า เราเอามาตรฐานแบบไหนไปตัดสินคนอื่น

สุวิชชาเล่าไว้ว่า TOMORROW, AND TOMORROW, AND TOMORROW ชูประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ไม่เป็นที่ยอมรับ การเป็นคนเอเชียในดินแดนต่างถิ่นที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ทำให้เห็นประเด็นความร่วมสมัยในนิยายเรื่องนี้ว่า ผู้เขียนเล่าให้เห็นปัญหาเหล่านี้ในช่วงเวลาที่สังคมยังไม่เปิดกว้าง แต่ในทางกลับกัน สังคมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้น เรากลับปัญหาเหล่านี้ได้ชัดเจนมากขึ้นเช่นเดียวกัน

เมื่อพูดถึง The Vanishing Half สุธิดามองว่าเรื่องนี้มี 2 เส้นเวลาคือ ช่วงเวลาในเรื่อง และช่วงเวลาที่นิยายเรื่องนี้ออกมา เพราะนิยายเรื่องนี้ออกมาช่วงที่มี main stream attention เรื่องการต่อสู้เรื่องสีผิว จึงทำให้ผู้อ่านเห็นบริบทและที่มาที่ไปของเรื่องราวในสังคม ทำให้เห็นเงื่อนไขของชีวิตของคนที่ดำรงอยู่ในเวลาที่แตกต่างจากเราว่าเงื่อนไขและการต่อสู้แตกต่างออกไป

นิยายเรื่องนี้จึงทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของความอยุติธรรมที่ในแง่หนึ่งมันเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ แต่อีกแง่คือความร่วมสมัย เพราะในอดีต การเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับการปลอมตัวเป็นคนขาวเคยถูกทำให้เห็นว่าเป็นบทลงโทษ แต่ในเรื่องนี้กลับทำหน้าที่ต่างออกไปที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ตัวตนและรากเหง้าที่แท้จริงยังคง valid อยู่ไหมในทุกวันนี้

บรรยากาศงานการเสวนาดำเนินไปได้อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง การนำนิยายทั้งสองเรื่องมาร้อยเรียงและถอดออกมาเป็นบทสนทนาที่สื่อสารถึงผู้อ่านได้ ทำให้ซึมซับนิยายทั้งสองเรื่องนี้ในหลากหลายแง่มุมต่อไป ในท้ายที่สุด ความเข้มข้นของนิยายทั้งสองเรื่องยังมีอีกหลายมุมให้ค้นหา

สนใจท่องไปเรื่องราววรรณกรรมร่วมสมัยต่อ ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ในเล่มได้อย่างเต็มอิ่มในเล่ม

The Vanishing Half สายใยสีจาง จากสำนักพิมพ์มติชน และ TOMORROW, AND TOMORROW, AND TOMORROW พรุ่งนี้ และพรุ่งนี้ และพรุ่งนี้ จากสำนักพิมพ์ Salmon Books

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน