หากนับวันที่โปรดเกล้าฯนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจมองได้ว่ารัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน บริหารงานมาได้ 1 เดือนเต็มแล้ว

การบริหารของรัฐบาลช่วง 1 เดือนเป็นอย่างไร และจากคะแนนเต็ม 10 ควรได้กี่คะแนน

มีมุมมองจากนักวิชาการ พร้อมข้อเสนอแนะ

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ผอ.ศูนย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ระยะ 1 เดือนที่ผ่านมาการบริหารงานรัฐบาลของนายเศรษฐา เป็นไปในทางบวกคือรวดเร็ว จะเห็นได้ว่ามติครม.ครั้งแรกที่ออกมา 1.ลดค่าไฟ-ค่าน้ำ 2. ลดค่าน้ำมันดีเซล แต่ต้องดูว่าจะสามารถทำได้เมื่อไร เรื่องพักหนี้เกษตรกรแม้จะมีมติแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ

ส่วนเรื่องวีซ่าฟรี ให้จีนและ คาซัคสถาน เป็นเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งดูแล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือจะให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นเพื่อเพิ่ม รายได้ให้ประเทศโดยตรง ต้องดูว่ารัฐบาลจะทำเรื่องใดต่อ

อย่างน้อยสิ่งที่ทำได้และสามารถทำได้ก่อนรัฐบาลก็ตัดสินใจรีบทำเลย ส่วนการตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องดูว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ จะทำอย่างไรต่อ

เรื่องที่มองว่าเป็นลบ การทำงานเร็วเป็นเรื่องที่ดีแต่ความเร็วต้องมีการสอบถามและรับฟังกัน เพราะบางเรื่องอาจมีปัญหา เช่น การแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เป็นสองรอบในหนึ่งเดือน ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการ

ข้อที่จะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้คือในเรื่องของกฎหมาย การขับเคลื่อนชาติบ้านเมืองต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานของรัฐบาล แต่ยังไม่เห็นว่ามีใครเป็นฝ่ายกฎหมายให้รัฐบาล รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายก็ไม่มี

จะเห็นได้ว่าในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาเรื่องกฎหมายยังอ่อนอยู่ ทำให้ทีมโฆษกหลายครั้งพลาด เพราะยังไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่แม่นยำ เมื่อเปรียบกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย

ส่วนตัวเห็นต่างกับทางนายวิษณุบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีนักกฎหมายที่แม่นเรื่อง กฎหมายอยู่ในรัฐบาล อาจมีคำตอบที่คลุมเครืออยู่บ้างแต่ก็เอาอยู่ในแง่ของการตอบผู้สื่อข่าว แต่รัฐบาลนายเศรษฐาไม่มีตรงนี้

อีกตัวอย่างที่สำคัญคือการเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล แต่หลังมีมติเรื่องนี้นายกฯ ควรแถลงเอง ตามพ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ เมื่อนายกฯ เสนอคนนี้ก็ต้องอธิบายได้ว่าอาวุโสต่ำสุดแต่ความสามารถมากที่สุดอย่างไร หรือให้ฝ่ายกฎหมายช่วยอธิบาย

1 เดือนผ่านไปของรัฐบาลถือว่าเป็นการเริ่มต้น ต้องดูกันต่อในเดือนที่ 2, 3 หรือต่อๆไป จะมีวิธีการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้จากที่ติดลบมาในช่วงตั้งรัฐบาล โดย 1 เดือนแรกพอเห็นแล้ว แต่เดือนต่อไปเกรงว่าหากเป็นเรื่องกฎหมายที่ไม่แข็งแรงก็จะมีปัญหามาก

รัฐบาลควรมีมือกฎหมายที่แข็งแรงมาช่วยงานนายกฯ หรือช่วยตอบคำถามให้นายกฯ ในบางเรื่องที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ตอนนี้ยังหลวมอยู่ ไม่ได้แปลว่าโฆษกรัฐบาลไม่เก่ง แต่โฆษกรัฐบาลก็ต้องการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

ยุทธพร อิสรชัย
สาขาภาควิชารัฐศาสตร์ มสธ.

ถ้าคะแนนเต็ม 10 ให้รัฐบาล 8 ไว้ก่อน เพราะเพิ่งผ่านมา 1 เดือน อาจต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลเพราะคงจะทำอะไรไม่ได้มาก โดยให้คะแนนจากความตั้งใจและเริ่มทำอะไรหลายเรื่อง

บางเรื่องก็ทำไปแล้ว เช่น ลดค่าไฟ และกระบวนการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น การตั้งคณะกรรมการสอบซอฟต์ เพาเวอร์ การขับเคลื่อนการ ท่องเที่ยว ที่เริ่มไปแล้ว จากนี้คงมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ในแง่ความตั้งใจเขาทำเต็มที่ ช่วง 1 เดือนเป็นการเริ่มต้นอะไรหลายอย่างหลังจากนี้คงต้องรอดูต่อไป นโยบายต่างๆ ในการขับเคลื่อนจะเกิดผลอย่างไร

นโยบายฟรีวีซ่า ลดค่าไฟ พักหนี้เกษตรกร เหล่านี้คือการแก้ไขเศรษฐกิจที่เร่งด่วน แต่ต้องยอมรับไม่ยั่งยืนถ้าจะให้ยั่งยืนคงต้องพูดถึงการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ สร้างโอกาสการเข้าถึงทางเศรษฐกิจสังคม

ในแง่ของการแก้ปัญหาระยะสั้นอาจทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้อย่าง รวดเร็วเช่น นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท หรือเรื่องการ ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะดึงเงินเข้าประเทศได้รวดเร็วมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

แต่เราจะเน้นเรื่องการตลาดและโฆษณาคงไม่เพียงพอ ต้องพูดถึง ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวสีเขียวที่มีความปลอดภัย เป็นธรรมให้ นักท่องเที่ยว นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย

ที่สำคัญการส่งเสริมท่องเที่ยวและเปิดวีซ่าฟรีต้องไม่เป็นแค่ฉากถ่ายหนังที่วนเวียนอยู่เฉพาะกลุ่มทุนข้ามชาติ หรือมาเฟียข้ามชาติที่จะเข้ามาพร้อมการท่องเที่ยว ต้องดูตรงนี้ด้วย

การไปร่วมประชุมยูเอ็น ที่นายกฯไปพูดคุยกับบริษัทใหญ่ๆ จะเป็นโอกาสดึงนักลงทุนรวมถึงนักท่องเที่ยวเข้ามา ถ้ากลุ่มทุนใหญ่อย่าง เทสลา หรืออุตสาหกรรมอื่นสนใจมาประเทศไทยจริงก็เป็นเรื่องดี อีกหนึ่งเรื่องที่ไทยควรเริ่มต้นคืออุตสาหกรรมอวกาศที่วันนี้อาเซียนมีการพูดคุยของหลายประเทศ ประเทศไทยไม่ควรตกขบวน

1 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลเร่งสปีดการทำงานต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาเยอะ ซึ่งมีแนวคิดแบบระบบราชการ ก็มีวิธีคิดคนละแบบกับรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีวิธีคิดสไตล์ธุรกิจ ทำงานรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ

อยากฝากไปถึงรัฐบาล เรื่องสำคัญมีอยู่ 2 ส่วนคือเรื่องเศรษฐกิจกับ เรื่องทางการเมือง ต้องขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน แยกส่วนไม่ได้ และยังมีเรื่อง สังคมที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องเศรษฐกิจนอกจากกระตุ้นระยะสั้นต้อง เพิ่มเติมการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ กระจาย รายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องนำไป พิจารณา

ส่วนเรื่อง แม้รัฐธรรมนูญจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องแต่เป็นเรื่องใหญ่ และก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างจากช่วง 6-7 ปี ที่ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ การศึกษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขจึงจำเป็น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาทางการเมืองคลี่คลาย ก่อนที่จะไปสู่โจทย์ใหญ่คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งและแบ่งขั้วทางการเมือง

ดังนั้นเบื้องต้นรัฐบาลควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ควบคู่ไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นในระยะยาวการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างค่อยนำมาว่ากัน

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า

ช่วงแรกนักตลาดทุนตลาดหุ้นเชื่อมั่นในตัวนายเศรษฐา แต่ผ่านไป 1 เดือนดัชนีตลาดทุนตลาดหุ้นลดลงต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของนักตลาดทุนไม่ได้มีมากเท่าที่รัฐบาลคิดหรือที่เราคาดการณ์ อีกทั้งช่วงที่ผ่านค่าเงินบาทที่ต่ำลงแสดงว่าเศรษฐกิจของไทยมีปัญหา

อีกทั้งยังมีปัญหากรณีปฏิรูปตำรวจ ซึ่งนายกฯมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ค่อยแก้ไปที่ละเรื่อง ทั้งที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และยังมีเรื่องของทางทหารที่รัฐบาลนี้กลัวคำว่าปฏิรูปกองทัพ ทำให้เชื่อว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่น่าจะแก้ไขได้

1 เดือนแรกของรัฐบาลไม่ได้มองเร่งทำผลงานอะไรมากนัก เพียงแต่เอานโยบายที่ทำเฉพาะหน้า และนโยบายหลังแยกจากพรรคก้าวไกลมาทำ ทั้งเรื่องลดค่าไฟค่าน้ำ ซึ่ไม่ได้เป็นการแตะเชิงโครงสร้างอะไร

การลดค่าไฟ ค่าน้ำมันและเรื่องวีซ่าฟรี เป็นนโยบายประชานิยมทั้งนั้นและเป็นนโยบายชั่วคราว ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ารัฐบาลได้ทำอะไรบางอย่างแล้ว แต่เป็นการทำในระยะสั้นๆ ไม่ยั่งยืน หรือไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเลย

อีกทั้งการทำนโยบายทั้งหมดเป็นการไปดึงเงินจากองค์กรที่เกี่ยวข้องและเงินภาษีของประชาชนมาใช้ อย่างการลดค่าน้ำมันก็ไปลดภาษีสรรพสามิต ค่าไฟก็ให้การไฟฟ้าฯ รับไปก่อน แล้วค่อยใช้คืนในอนาคตจึงจะเห็นอะไรสวยๆ ในช่วง 2-3 เดือนแรก

ด้านวีซ่าฟรี ถือเป็นการดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ แต่ในทางปฏิบัติการเข้าออกของจีนยังเหมือนเดิมไม่ได้ง่ายกว่าเก่า ฉะนั้นตัวเลขที่จะได้นัก ท่องเที่ยวในช่วงนี้อาจได้ไม่มาก แต่สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องอาชญากรรม ดังนั้นนโยบายวีซ่าฟรีจะมีทั้งข้อดี ข้อเสีย

ในแง่ดีก็มีคนที่ตั้งใจจะมาเที่ยวอย่างจริงๆ จะมาได้สะดวก และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ ส่วนข้อเสียจะเป็นเรื่องของคนร้ายที่อาจแฝงตัวเข้ามาได้ง่ายเช่นกัน

และการไปเวทียูเอ็นคิดว่าไม่ได้มีผลอะไรมากนัก เพราะตอนนี้ นักลงทุนไม่ได้เชื่อมั่นในตัวนายเศรษฐามากเท่าไร เพราะไม่ได้มองว่ามีอำนาจเต็ม จึงลังเลอยู่ว่าจะมาลงทุนที่ไทยดีหรือไม่ ในขณะที่เขามีตัวเลือกในแถบเดียวกับเรา ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม

รอบ 1 เดือนของรัฐบาลนี้ถ้าคะแนนเต็ม 10 คงได้แค่ 2-3 คะแนน เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือไม่มีการวางรากฐานแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

เรื่องใหญ่ๆ เชิงโครงสร้างต้องอาศัยความกล้าหาญและคิดอย่างรอบด้าน แต่เพราะรัฐบาลชุดนี้ยังประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างคงยากจะคาดหวังให้เกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน