สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ในเครือมติชน จัดงานสัมมนาใหญ่ ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต #ChangeOrDie โดยได้รับเกียรติจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Next Chapter ประเทศไทย” ที่ แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต)

นายเศรษฐาระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจดี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เจอปัญหาเดียวกับไทยนั้นพบว่าเศรษฐกิจโตกว่าไทยถึง 2 เท่า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายดีๆ หลายอันให้ออกมา ทั้งมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต มาตรการพักหนี้ และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น

โดยยืนยันว่ารัฐบาลนี้มาเพื่อประชาชน ดังนั้นมาตรการอะไรที่ทำได้ก็จะเร่งดำเนินการก่อน

“ท่านจะเรียกมาตรการที่รัฐบาลทำอยู่ว่าประชานิยม หรือนโยบายหาเสียงก็ตาม แต่จากหลายสิบล้านคนที่เดือดร้อน ผมเชื่อว่าหลายท่านเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังพยายามอยู่ อย่างมาตรการพักหนี้ก็เป็นนโยบายหนึ่งที่หลายคนไม่เข้าใจถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร จึงต้องขอบอกว่า เกษตรกรเดือดร้อนเยอะ เดือดร้อนมาก และตลอดการพักหนี้ 9 ปี มีการพักหนี้เกษตรกรแล้วถึง 13 หน ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” นายเศรษฐาระบุ

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรควบคู่ไปด้วยให้ดีกว่านี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ เพราะจากข้อมูลพบว่าน้ำในภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มขาดแคลนในเดือนเม.ย. 2567 ขณะเดียวกัน จะเร่งเจรจากับต่างประเทศเพื่อขยายข้อตกลง FTA ซึ่งจะเป็นการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสื่อสารให้นานาประเทศรู้ว่าประเทศไทยเปิดแล้วและพร้อมรับการลงทุนทุกระดับ และเตรียมความพร้อมในการเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องสนามบิน เพื่อไม่ให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ เพราะที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว จำนวน นักท่องเที่ยวก็เป็นส่วนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่คือการพัฒนาเมืองรองให้ดี ทุกกระทรวงต้องทำงานควบคู่กันไป

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แต่เราต้องไม่ลืมอุตสาหกรรมยานยนต์ต้นน้ำ หรือรถยนต์สันดาป ต้องไม่ลืมพระคุณของญี่ปุ่นที่ช่วยเหลือประเทศไทยมาตลอดหลายสิบปี ซึ่งไทยเองเป็นตัวเลือกของภูมิภาคเอเชียในอุตสาหกรรมดังกล่าว ดังนั้นแม้ว่าเราจะสนับสนุนอีวี แต่ก็ต้องพร้อมที่จะดูแลธุรกิจเดิมๆ เพราะที่ผ่านมีความกังวลเรื่องอีวีว่าจะทำให้เขาเสียเปรียบเชิงธุรกิจ โดยจากนี้ถึงเดือนธ.ค. 2566 เราจะมีการหารือกับสมาคมยานยนต์จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางช่วงสุดท้ายของการผลิตรถยนต์สันดาปด้วย

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือพีที กล่าวว่า ในทุกๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นเราจะ ไม่ปล่อยผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ความยากคือจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างไร ยกตัวอย่าง กาแฟพันธุ์ไทย ในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา พบว่าเติบโต 20-30% เพราะบริษัทมีการปรับสู่ธุรกิจเดลิเวอรี่ เนื่องจากให้พนักงานทำงานที่บ้าน (WFH)

ปัจจุบันพีทีมีสถานีบริการรวมทั้งสิ้น 2,166 สาขา โดย ณ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พีที มีส่วนแบ่งตลาดที่ 19.5% ขณะที่ปตท. มีส่วนแบ่ง 38.5% เอสโซ่รวมกับบางจาก 25-26% ถึงสิ้นปีนี้พีทีมี เป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยเป้าหมาย 5 ปีจากนี้ บริษัทต้องการที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจน้ำมัน 25%

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตลาดทุนถือเป็นภาพสะท้อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดูได้จากดัชนีหุ้นไทย วิ่งเฉลี่ยอยู่แค่ 1,536 จุด ผลตอบแทนหุ้นไทยเฉลี่ยต่อปีโตแค่ 6% เทียบกับอินโดนีเซียโต 61% และเวียดนามโต 175%

เป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 3 ประเทศคู่แข่งสำคัญทุกปี โดยเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 10 ปี 1.9% อินโดนีเซียโต 4.3% เวียดนามโต 5.9% และมาเลเซียโต 4.2% ส่งผลให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยออกไปกว่า 9 แสนล้านบาท

แม้ช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ นักลงทุน ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทย แต่พบว่าเป็นเพียงการพักเงินระยะสั้น สุดท้ายก็ไหลออกไป จึงเป็นปัญหาหลักที่ไทยยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติได้ เมื่อเทียบจุดขายของประเทศคู่แข่ง

“ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยเฉพาะการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด การกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็นในระยะข้างหน้า เน้นมาตรการสร้างรายได้และเพิ่มประสิทธิผล ทดแทนการใช้นโยบายประชานิยม รัฐบาลต้องลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศในระยะยาว อาทิ หนี้ครัวเรือนสูง การปฏิรูประบบบำนาญ ตลอดจนการเร่งพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสร้างจุดขายใหม่ให้ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลใช้มาตรการภาษีสร้างแรงจูงใจให้คนไทยลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเพิ่มรายได้หลังเกษียณ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างวัฒนธรรมการลงทุน ซึ่งถ้าดูบัญชีนักลงทุนไทยในขณะนี้มีเพียง 3 ล้านราย ย้ำว่าตลาดหุ้นไทยในระยะ ข้างหน้า มีโอกาสฟื้นกลับมา (รีบาวน์) จากแนวโน้มการฟื้นตัวเร็วขึ้นของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า”

ขณะที่นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country CEO) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพื่อรองรับการไหล เข้ามาของซัพพลายใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งประเภทที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ตลอดจนพื้นที่คลังสินค้าและนิคมอุตสาหกรรม ที่ขณะนี้หลายบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักเร่งขยายการลงทุนและเตรียมที่จะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ดังนั้นข้อเสนอรัฐบาลในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าธรรมเนียมการจํานองเป็น 0.01% การยกเลิกกฎระเบียบของข้อกําหนด LTV (เงินกู้ต่อมูลค่า) การเพิ่มโควตาความเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติมากกว่า 49% ในปัจจุบัน และการขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้านระยะยาวจาก 30 ปี เป็น 50 ปี

ในส่วนของสำนักงาน เสนอภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมให้มีการย้ายสำนักงานใหญ่มายังประเทศไทย การขยายเวลาวีซ่าทํางาน ตลอดจนการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม ต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม ทั้งการดำเนินการตามนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับเขตปลอดอากร การเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ มากขึ้น และลดความซับซ้อนในการทำธุรกิจ (บริการแบบครบวงจร)

“ยอมรับว่าไม่แน่ใจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ เพราะมองว่าอสังหาริมทรัพย์หลายๆ บริษัท ยังมีผลประกอบการที่ดี โดยธุรกิจประเภทพัฒนาที่อยู่อาศัย พบว่า 10 บริษัทรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 10% โดยเฉพาะตลาดบ้านราคาแพง ยังมียอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย ตลาดคอนโดมิเนียมจากที่ซบเซา ก็เริ่มเปิดโครงการใหม่มากขึ้น ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานให้เช่า แม้โควิดที่ผ่านมาจะทำให้มีการเปลี่ยนไปทำงานจากบ้าน (WFH) ก็ตาม”

ล้วนเป็นทัศนะที่ชี้ให้เห็นโอกาส-ทางรอดของภาคธุรกิจ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน