รัฐบาลออก สตาร์ตการแก้ไขรัฐธรรม นูญ ด้วยการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ
ประกอบด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน โดยส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากพรรคการเมือง โดยที่พรรคก้าวไกลไม่ได้ส่งคนเข้าร่วม
โฉมหน้ากรรมการจะส่งผลอย่างไรต่อเป้าหมายการแก้ไขธรรมนูญ
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ผู้จัดการ iLaw
ดูจากรายชื่อกรรมการที่ออกมาเป็นหน้าเดิมๆ ก่อนหน้าก็ตั้งกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 แต่ละชุดก็สรุปผลออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกัน บางรายชื่อก็อยู่มาตลอด จึงไม่ได้คาดหมายว่าจะมีอะไรแตกต่างไปจากเดิม
ดังนั้น การมีกรรมการชุดนี้จะให้ความหวังว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่คิดว่าไม่มี
ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพูดว่าจะทำประชามติทันที จะทำหรือไม่ทำประชามติก็ได้ หากไม่ทำประชามติรอบนี้ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่มีกฎหมายบังคับ
แต่ถ้าจะทำต้องตั้งคำถามให้ดี เปิดกว้าง ไม่ตั้งคำถามแบบมีเงื่อนไข เช่น เห็นชอบหรือไม่ที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่แต่ห้ามแก้บางเรื่องบางประเด็น โดยให้มีส.ส.ร. มาจากการแต่งตั้ง หากตั้งคำถามแบบมีเงื่อนไขหรือทำช้าจนเกินไป ไม่ต้องทำจะดีกว่า
หากครม.นัดแรกเคาะเลยว่าจะทำประชามติด้วยคำถามที่เปิดกว้าง เพื่อทราบว่าประชาชนกี่เปอร์เซ็นต์ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ตอนนี้ถือว่าช้ามากแล้ว มีแนวโน้มว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานถึงสิ้นปี เลยเวลาไปแล้ว 3 เดือน กว่าจะได้ทำประชามติอย่างเร็วน่าจะเป็นมี.ค.-เม.ย.2567
ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากพ.ค. สมาชิกวุฒิสภาจะหมดอายุแล้ว และหลังได้สว.ชุดใหม่ สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาตามกระบวนการปกติได้ ไม่จำเป็นต้องมีประชามติมารองรับ ดังนั้นในแง่ของเวลาช้าจนไม่จำเป็น
ส่วนแง่ของเนื้อหาต้องดูว่าจะสรุปอะไรออกมา หากสรุปออกมาว่าใช้คำถามที่เปิดกว้าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการ แต่หากตั้งคำถามที่มีเงื่อนไขก็เหมือนเป็นกรรมการที่ตั้งมาช่วยเล่นเกมทางการเมือง หากลยุทธ์ในการทำประชามติเพื่อรักษาอำนาจเดิมได้อยู่
ส่วนกรณีที่พรรคก้าวไกลไม่ส่งคนร่วมในกรรมการ ไม่ส่งผลอะไรต่อพรรคก้าวไกล แต่หากพรรคก้าวไกลเข้าไปก็จะได้ความเห็นแตกต่างอีกมุมหนึ่ง แต่ผลสรุปสุดท้ายก็มีผลต่างไม่มาก
ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลในการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญนั้น สิ่งที่ทำได้เลยเป็นทางตรงคือยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 โดยร่างนี้ต้องเขียนว่าจะแก้ไขเพื่อนำไปสู่การตั้งส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และนำไปสู่การเขียนใหม่ทั้งฉบับ หากตรงไปตรงมาก็สามารถเสนอได้วันนี้เลย แต่ก็พอคาดเดาได้ว่า สว.ชุดนี้จะโหวตให้ไม่ผ่าน
ส่วนทางอ้อมคือ รอให้ได้สว.ชุดใหม่ และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งอาจผ่านได้ และทางอ้อมที่ 2 คือ การทำประชามติก่อน เพื่อนำผลประชามติไปบีบสว. หรือใครก็ตามที่จะไม่เห็นด้วย ให้เคารพเสียงประชาชนเพื่อโหวตให้ผ่าน

โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
ม.มหิดล
ดูจากรายชื่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ ที่นายกฯเซ็นตั้งล่าสุดคงเป็นรายชื่อที่มีการนำเสนอจากหลายฝ่าย ยังเร็วเกินไปที่จะวิจารณ์ อีกทั้งกรอบการทำงานยังคลุมเครือ จึงอยากให้คณะกรรมการได้เดินหน้าทำงานก่อน
สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ถ้อยคำที่ใช้ในนโยบายเร่งด่วนโดยเฉพาะข้อ 12 ให้มีการศึกษาและแก้ไข ยังดีที่พูดทำนองว่าจะทำฉบับใหม่หรือไม่ก็ให้ไปศึกษาดู
ขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนี้ ตอนแรกก็เสียงดังฟังชัดว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ตอนนี้ เสียงอ่อยๆ ว่าจะใช้วิธีการไหน
ดังนั้น การกำหนดว่าใครจะเข้ามาร่างถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าแก้กันไปในกรอบของรัฐสภาชุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตั้ง ส.ส.ร.ให้เปลืองงบประมาณ คิดแบบนี้ก็ยิ่งห่างจากความตั้งใจเดิมไปทุกที ต้องดูใจคณะกรรมการว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือคิดเพียงแก้ไขเท่านั้น
ปี 2539 รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด1, 2 เมื่อแก้เสร็จแล้วเกิดกระแส ส.ส.ร. และเข้ามาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ดังนั้นต้องดูกันว่ากระบวนการแก้ไขครั้งนี้จะไปในทิศทางใด จะตั้ง ส.ส.ร.มาดำเนินการ หรือแก้กันเองภายในรัฐสภาแล้วถึงค่อยไปจัดทำประชามติกัน
ที่พรรคก้าวไกลไม่ส่งคนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการคงประเมินแล้วว่าเข้าไปหนึ่งคนหัวเดียวกระเทียมลีบ และไม่ได้มีการตั้งกรอบวิธีการทำงานที่ชัดเจน อีกทั้งการมีคนจำนวนมากอาจมีการล็อบบี้กันไปมา เมื่อตั้งกรรมการแล้วไม่ไปไหนไกลก็จะเป็นไปตามแบบที่รัฐอยากให้เป็น
การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดนี้ มองว่ายังดำเนินการไปด้วยความล่าช้า ตอนแรกบอกจะแก้โดยเร็วที่สุดหลังจากนั้นบอกขอ 3 ปี ตอนนี้ 4 ปีไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า
สำหรับข้อเสนอแนะต่อการแก้ไข อย่าเขียนรัฐธรรมนูญให้มีรายละเอียดมากมายจนเกินไป รัฐธรรมนูญเป็นแผนแม่บท ต้องเขียนหลักการใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เช่นการปฏิรูปเรื่องต่างๆ รายละเอียดไม่ควรต้องมี รวมถึงกรณีอำนาจศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขให้มีอำนาจน้อยลง ทำให้เป็นศาลที่ไม่ใช่ศาลการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาถูกใช้ทางการเมือง
ดังนั้น หวังว่าการแก้ไขครั้งนี้จะเป็นไปตามครรลอง ได้รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย ไม่ต้องแก้ไขกันอีก สิ่งสำคัญคือต้องให้หลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ต้องจัดสวัสดิการให้ประชาชน จัดระบบให้มีการคานอำนาจกันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ
ถ้าจะสถาปนาอำนาจที่สี่ คืออำนาจการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ก็อย่าให้อำนาจที่สี่กลายเป็นฝ่ายเดียวกับพวกอนุรักษนิยมที่มีแต่ข้าราชการเดิม ซึ่งไม่ต้องการเปลี่ยนอะไรเลย
ณัฐกร วิทิตานนท์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
รายชื่อกรรมการได้เห็นตัวแทนจากพรรคการเมือง เห็นองค์ประกอบที่หลากหลายจากฝ่ายการเมือง นักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการมาร่วม ดูดีมีความเหมาะสมและมีความถนัดในแง่มุมของตัวเองทั้งระบบการเมือง ระบบการเลือกตั้ง
แต่เสียดายที่สัดส่วนฝั่งวิชาการและภาคประชาสังคมซึ่งคนที่เข้ามาเราเชื่อมั่นในผลงานและจุดยืนประชาธิปไตย แต่อาจน้อยไปเมื่อเทียบกับฝั่งการเมือง และมีตัวแทนจากพรรคที่คัดค้านการแก้ไขเข้ามาด้วย
กรรมการชุดนี้ยังไม่ถึงขั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งขึ้นเพื่อถามว่าจะออกคำถามที่จะไปทำประชามติถามประชาชนอย่างไร ประเด็นการตั้งกรรมการคือจะถามประชาชนแบบไหน ในคำถามอาจเห็นถึงแนวทางด้วย เช่น อยากแก้ทั้งฉบับหรือไม่
ซึ่งพรรคก้าวไกลหวังมากกว่านั้นว่าควรถามว่าควรตั้งส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ไปพร้อมกัน เพื่อให้เห็นชัดว่าคนยกร่างจะมีหน้าตาอย่างไร การปฏิเสธไม่เข้าร่วมเป็นกรรมการของพรรคก้าวไกลเพราะเห็นว่าแนวทางไม่ตรงกับเขา และสามารถเสนอเองได้
และพรรคก้าวไกลคงอ่านเกมเพื่อไทยออกว่าจะไม่ยึดตามแนวทางที่หาเสียงไว้ คือ ให้มีส.ส.ร.เลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจากที่หาเสียงจะผลักดันตรงนี้แต่เสียงอ่อนไป เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมที่ไปจับขั้วกับรัฐบาลเดิมที่คัดค้านแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาตลอด
การจะแก้รัฐธรรมนูญทำให้บรรยากาศหลายอย่างจะดีขึ้น แต่คงไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ เช่น ให้มีส.ส.ร.มาจากเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ คงยากจะเกิดขึ้น
จึงเดาหน้าตารัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจะออกมาในรูปแบบประนีประนอม โอกาสที่หลายคนหวังอยากให้เปลี่ยนเหมือนปี 2540 ที่จะชี้นำการพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วคงยากและรออีกหลายขั้นตอน
แต่จะเห็นพัฒนาการค่อยเป็นค่อยไป ปลดทีละล็อก เอาจุดที่เป็นอุปสรรคและปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ออกไปก่อน และแน่นอนไม่ได้แก้ครั้งเดียวสำเร็จ หลังเหตุการณ์พฤษภาปี 2535 แก้ไม่รู้กี่ครั้ง สุดท้ายมาคุยว่าแก้ไปทีละล็อกไม่ไหวจึงต้องแก้ทั้งฉบับ โดยกระบวนการใช้เวลาประมาณ 5 ปี แต่การแก้ไขรอบนี้คิดว่าจะนานกว่านั้น
ที่กรรมการวางกรอบไตรมาสแรกของปี 2567 คงเริ่มทำประชามติครั้งแรกนั้น การแก้ไขไม่น่าจะเร็วขนาดนั้นและอาจยืดเยื้อ ดังนั้นช่วง 3 เดือนแรกจะถามประชามติคงเป็นไปได้ยาก และเมื่อไปถึงขั้นตอนการแก้ยังต้องนำมติที่ถามประชาชนกลับเข้าสภา
และอย่าลืมรัฐบาลเพิ่งเข้ามามีอำนาจในรอบ 10 ปี หากรัฐธรรมนูญมีผลจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นรัฐบาลอาจประคองไปก่อนไปจนถึงจุดหนึ่ง แต่หากจริงใจจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่อาจปล่อยมาในช่วงท้ายการบริหาร
การจัดทำรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องมีส.ส.ร.เสมอไป แต่เพราะสังคมไทยไม่ไว้ใจคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเราอยู่กับระบบแต่งตั้งมาจนสังคมเข็ดขยาด บ้านเราอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส.ส.ร.เลือกตั้ง
ที่มาของส.ส.ร.ควรหลากหลาย ไม่ให้เสียสมดุล ไม่ใช่นักวิชาการชี้นำ หรือฝั่งเลือกตั้งชี้นำ ควรสร้างสมดุลของตัวแทน รัฐธรรมนูญก็จะสะท้อนความเห็นที่หลากหลายมารวมกัน
ทั้งนี้ ยังมีร่างที่กลุ่มประชาชนเข้าชื่อและอยากเห็นการแก้ไขทั้งฉบับที่เห็นว่าควรมีส.ส.ร.เลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งร่างยังค้างอยู่ ตรงนี้คือแนวทางการถามประชามติอีกแบบ เป็นการถามแบบละเอียด มีธงชัดเจนว่าหากแก้ไขทั้งฉบับต้องมีส.ส.ร.เลือกตั้งทั้งหมด