ส.อ.ท.แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาสภาพคล่องเอสเอ็มอี ขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 5 ปี ให้บสย.ค้ำประกัน 50% ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 5%

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าขณะนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยยังประสบปัญหาสภาพคล่อง หลังจากที่ต้นทุนธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ยังคงเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้น จึงเห็นว่าภาครัฐบาลควรดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)

“ต้องยอมรับว่าเอสเอ็มอีเจอกับโควิด-19 และผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ต้นทุนทางการงินก็สูง จึงขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันทำให้เข้าถึงเงินทุนที่ยากขึ้นมาก ขณะนี้รัฐเองก็ได้ดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอยู่ แต่ให้เพียง 2 ปีเห็นว่า ไม่พอควรจะขยายระยะเวลาเป็น 5 ปี”

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าจำเป็นจะต้องให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี โดยเพิ่มอัตราการค้ำประกันจาก 30% เป็น 50% ควบคู่กับการยกเว้นค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 2 ปีหากเป็นไปได้ ขณะเดียวเอสเอ็มอีที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีแต่เมื่อเจอผลกระทบโควิด-19 กลุ่มนี้ถือเป็นลูกหนี้ที่ดีจึงได้เสนอพักดอก พักต้นเพื่อให้สามารถประกอบกิจการได้ต่อไป

สำหรับในเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันกำหนดว่าเอสเอ็มอี ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นแต่หากกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,000-3,000,000 บาท จะจ่ายภาษี 15% ขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดเหลือ 10% และเกิน 3,000,000 บาทขึ้นไปจ่าย 20% เห็นว่าภาครัฐควรจะลดให้เหลือ 15% หรือลดให้ 5% ซึ่งในระยะต่อไปจะเป็นการจูงใจในการขยายฐานภาษีของรัฐและจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น

“เอสเอ็มอีหลายๆ ส่วนแทบจะไม่มีกำไรอยู่แล้ว หากรัฐช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ ก็จะมีกำลังใจประกอบธุรกิจมากขึ้น”

นายอภิชิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีการนำเสนอต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องทำในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควบคู่กับการช่วยเหลือเรื่องเงินทุน โดยเน้นการนำหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติเข้ามาสนับสนุน

ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น พี่ช่วยน้องก็มาสนับสนุนการปรับตัว ด้านต่างๆ หากรัฐบาลมีกองทุนสนับสนุนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและจะสอดรับกับการเพิ่มทักษะให้กับแรงงานและผู้ประกอบการนำมาซึ่งการเพิ่มค่าจ้างตามทักษะฝีมือไปในตัว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน