เป็นที่จับตาไม่น้อยกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ตามอำนาจ มาตรา 32 ของกฎหมายป.ป.ช.
เพื่อศึกษาข้อน่าห่วงใย หรือความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต หรือผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะหวั่นซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าว
การดำเนินการของป.ป.ช. ทำได้แค่ไหน และจะส่งผลอย่างไร ต่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่วันนี้มีทั้งเสียงเชียร์ เสียงต้าน
นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่า เป็นสิทธิ์และเป็นอำนาจของป.ป.ช.ที่จะตั้งกรรมการขึ้นมา นานทีจะเห็นบทบาทขององค์กรอิสระอย่างป.ป.ช. ออกมารับลูก ขึงขัง ตื่นตัว เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบเพื่อลดข้อครหาให้น้อยที่สุด เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่มีองค์กรอิสระออกมาทัดทานตั้งแต่ต้น
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของนายเศรษฐา ทวีสิน ค่อนข้างจะระมัดระวังพอสมควรในหลายๆ ประเด็นที่สังคมกังวล และมีลักษณะการรับฟังและค่อนข้างประนีประนอมในแง่ความรู้สึกของสังคม
อย่างประเด็นที่ท้วงเรื่องรัศมี 4 กิโลเมตร ท้ายที่สุดก็อาจเพิ่ม เงื่อนไขการจับจ่ายใช้สอย ขยายพื้นที่ให้มากขึ้น
การที่ป.ป.ช.ตั้งกรรมการดังกล่าวจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้พรรคเพื่อไทยจะทำอะไรด้วยความระมัดระวัง ถือเป็นการป้องปรามของป.ป.ช. มีข้อทักท้วงว่ามีประเด็นอะไรที่เขาเกิดความกังวลใจ
ขณะเดียวกัน การแพร่ขยายหรือนำไปสู่พฤติกรรมการก่อการกระทำการทุจริตนั้นจะแตกต่างไปจากโครงการจำนำข้าว เพราะรอบนี้ตัวละครจะน้อยกว่า
การทุจริตในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะเห็นและไม่สามารถหลบเลี่ยงได้แน่คือกรณีคนที่ลงทะเบียนต้องการขายสิทธิ์ของตัวเองเพื่อ นำไปสู่การกำเงินสดเอาไว้ในมือ

เขาไม่ต้องการได้เงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น แต่ต้องการแลกขายสิทธิ์แล้วขอเงินสด 7,000-8,000 บาท จากคนที่รู้จัก อาจเป็นช่องทางให้พวกมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ เพราะอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือบิ๊กดาต้า
ป.ป.ช.อาจไม่ได้ดูแค่การป้องปรามการทุจริตของฝ่ายการเมือง แต่ต้องเข้าไปตรวจทานความเสียหายของนโยบายนี้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีคนที่ได้ประโยชน์ฉกฉวยจากโครงการนี้ได้
3-4 เดือนจากนี้ พรรคเพื่อไทยต้องตอบโจทย์ให้ครบรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่ถามกันมากว่าแหล่งทุนเงินจะมาจากไหน การล้อมคอก หรือการป้องกันปัญหาที่อาจมีผู้นำไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบจากโครงการนี้ จะป้องกันป้องปรามให้มากที่สุดได้อย่างไร
มีข้อสังเกต ขณะนี้พรรคเพื่อไทยและนายเศรษฐา ขับเคลื่อนนโยบายนี้โดดเดี่ยวโดยลำพัง ท่ามกลางเสียงทัดทานที่มีเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่นโยบายนี้เป็นของพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลค่อนข้างนิ่งเฉยและไม่ท้วงติงหรือสนับสนุนอย่างตรงไปตรงมา จึงคิดว่าไม่ง่ายในแง่ของ ครม.
รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัยอาจงดออกเสียงหรือไม่ได้สนับสนุน หรืออาจออกเสียงในที่ประชุมครม.ลักษณะทักท้วงต่อข้อกังวลใจต่างๆ เพื่อเปิดช่องไว้ต่อสู้กรณีมีการถามหาความรับผิดชอบในอนาคต หากโครงการนำไปสู่การร้องกันในที่สุด
ส่วนเสียงหนุน เสียงต้านจะกดดันต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น พรรค เพื่อไทยเก่งในแง่ที่มีภาพมิติของเสียงสนับสนุนจากต่างจังหวัด การลงพื้นที่ต่างๆ ของนายกฯ เศรษฐา จึงเห็นมีคนถือป้าย หรือมีประชาชนออกมาทวงถามว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร
โครงการนี้จะเป็นการกู้วิกฤตศรัทธาความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ไม่มีทางถอยแน่นอน แต่อาจเพิ่มเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ ให้แตกต่างไปจากเดิม
จากนี้คือต้องหาคนที่มีชื่อเสียง หรือนักวิชาการ ออกมาเสนอว่าแนวทางว่าดิจิทัลวอลเล็ตเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งหลายทั้งปวงที่ประชาชนหรือนักวิชาการทักท้วงก็ต้องพึงสังวรและระมัดระวัง ส่วนตัวอยากดูว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลได้แค่ไหน
สิ่งหนึ่งที่นำไปสู่การขับเคลื่อนได้เพราะนายเศรษฐา มีภาพความทะเยอทะยาน ความตั้งใจในการทำงานอย่างมุ่งมั่น
แต่เมื่อมีสัญญาณไม่เห็นด้วย หรือทักท้วง คัดค้านมากขึ้น ก็อยากจะรู้ว่าเทคนิคหรือภาวะผู้นำในการจัดการในขณะที่เกิดความไม่เชื่อมั่นเช่นนี้ นายเศรษฐาจะผ่านบททดสอบ โจทย์หินตรงนี้ได้อย่างไร
ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ อดีตเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ที่ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะก่อนหน้านี้เตือนแบบเปรยๆ แล้ว แต่รัฐบาลไม่รับฟัง การตั้งกรรมการมาศึกษาก่อนล่วงหน้าคือการเตือนทางอ้อม
เพื่อศึกษาแล้วส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ส่วนจะฟังหรือไม่ฟังก็เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เชื่อว่าป.ป.ช.ก็รอจังหวะว่าจะมีใครร้องเรียนเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งผลกระทบต่อโครงการนี้มีแน่นอน แต่คงต้องเป็นช่วงจังหวะที่มีผู้ไปร้องเรียนถึงความไม่ชอบ
ส่วนตัวมองโครงการนี้ว่าถ้าเป็นโครงการที่ใช้หาเสียง ถ้าพรรคเจ้าของนโยบายหาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเองรัฐก็ไม่ต้องเสียหายอะไร และมองว่าเกินความจำเป็นที่จะให้เงินคนอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ทำให้คิดไปได้ว่าเจตนาหาเสียงชัดเจน
มีเหตุความจำเป็นอะไรที่ต้องให้ทุกคน ให้คนยากจน คนแก่ก็ทำไป แต่การให้ทุกคนโดยเอาเงินหลวงให้เป็นความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่รัฐจะได้ ขณะที่ประโยชน์จะตกแก่พรรคที่มีนโยบายนี้ อีกทั้งผู้เกี่ยวข้องกับโครงการพูดอยู่คำเดียวว่าต้องจ่าย ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเงินงบประมาณตอนนี้แย่ ถ้าเดินหน้าต่อไปก็จะมีความเสียหายไม่น้อยกว่าโครงการรับจำนำข้าว
แม้จะมีทั้งคนสนับสนุนและคนต่อต้าน เชื่อว่ารัฐบาลมีคำตอบอยู่แล้วว่าต้องทำ เพราะเข้าใจว่าถ้าไม่ทำคะแนนเสียงตกแน่ แต่ถ้าทำเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนเสียงก็ยังพอมีอยู่ และยังพอสู้กับพรรคก้าวไกลได้ ที่ถอยไม่ได้เพราะต้องหาอาวุธมาสู้กับพรรคก้าวไกล หรือถ้าถอยเจ๊งแน่