จากประเด็นพฤติกรรม สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล ต่อทีมงานอาสาสมัครผู้หญิง
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล ยอมรับ ได้รับเรื่องร้องเรียนมาระยะหนึ่ง และได้ตั้ง คณะกรรมการสอบวินัยเฉพาะกิจ ขึ้นมาสอบหา ข้อเท็จจริงต่อเนื่อง
ข้อกล่าวหามีมูล แต่ทั้งสองฝ่ายกล่าวอ้างบุคคลและเอกสารจำนวนมาก การสอบจึงยังไม่สิ้นสุด ส่วนจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ยังไม่สามารถระบุวันเวลาได้
อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายคณะกรรมการบริหารพรรคตัดสินว่ามีความผิด โทษจะมี 2 สถานคือ ตัดสิทธิ์ที่พึงมี ซึ่งอาจส่งผลถึงการตัดสิทธิ์ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง และให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค
เรื่องนี้สะเทือนต่อภาพลักษณ์พรรคก้าวไกลอย่างมาก
ท่ามกลางกระแสด้านลบ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล แถลงชี้แจงอีกครั้งว่า หลังได้รับคำร้องจากผู้ร้องเรียน พรรคได้ริเริ่มกระบวนการสอบข้อเท็จจริงเดือนสิงหาคม เชิญแต่ละฝ่ายมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมตลอดเดือนกันยายน
พรรคยืนยันต้องการให้ข้อกล่าวหานี้มีข้อยุติ โดยเร็วที่สุด เวลานี้มีข้อเท็จจริงจำนวนมาก คณะกรรมการวินัยพรรคมีความจำเป็นต้องสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน เพื่อหาข้อสรุปทั้งหมด
ไม่ได้หมายถึงแค่ข้อสรุปว่าข้อกล่าวหาเป็นความผิดหรือไม่ แต่รวมถึงข้อสรุปว่าหากผิด จะร้ายแรงระดับไหน เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคลงโทษอย่างได้สัดส่วนกับฐานความผิด และคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย
คาดว่ากระบวนการจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคม
ถึงกระนั้น จากถ้อยแถลงทั้งของนายณัฐวุฒิ บัวประทุม และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปได้ว่า พรรคก้าวไกลได้รับเรื่องร้องเรียนในเดือนสิงหาคม ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการต่อเนื่องตลอดเดือนกันยายน กระทั่งเดือนตุลาคม เรื่องจึงแดง
แม้ยืนยันจะได้ข้อสรุปยุติในเดือนตุลาคม และจะสื่อสารผลสรุปต่อสาธารณะทันทีอย่างเปิดเผย พร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ซึ่งเท่ากับว่า หากนับตั้งแต่ได้รับเรื่องร้องเรียน สอบสวน จนถึงบทสรุปตัดสิน ใช้เวลา 2-3 เดือน เหมือนไม่ช้า แต่จากศักยภาพการตรวจสอบของพรรคก้าวไกลที่สังคมประจักษ์ ไม่ว่าในทางการเมือง หรือเรื่องทุจริตในองค์กรหน่วยงานต่างๆ ล้วนรวดเร็วและทรงประสิทธิภาพน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
ดังนั้นกรณีอื้อฉาวภายในพรรคที่ ไม่สลับซับซ้อนเท่า จึงไม่ควรแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง