วันเสาร์ที่ 14 ต.ค.2566 น้อมรำลึกครบรอบ 113 ปี ชาตกาล “หลวงปู่มหา บุญมี สิริธโร” วัดป่าวังเลิง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นพระกัมมัฏฐานอีกรูปหนึ่งแห่งภาคอีสานที่มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีเมตตาธรรมสูง ครองตนอยู่ในร่ม กาสาวพัสตร์อย่างสมถะเสมอต้นเสมอปลาย
แม้จะละสังขารไปนานนับสิบปี แต่ศิษยานุศิษย์ยังคงให้ความเคารพบูชาใน คุณงามความดีของหลวงปู่

มีนามเดิม บุญมี สมภาค ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ต.ค.2453 ที่บ้านขี้เหล็ก อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของพ่อทำมา-แม่หนุก สมภาค ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ทำนา ฐานะค่อนข้างจะยากจนเหมือนกับชาวอีสานทั่วไป
ชีวิตช่วงวัยเด็กเป็นคนใฝ่เรียนรู้ อ่อนโยน มีเรื่องเล่าว่าช่วงที่อายุ 8-9 ขวบ ได้ออกไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่กับเพื่อนกลางทุ่งนา
เก็บภาพพระพุทธรูปได้ จึงนำมาเก็บไว้ดูและเกิดแรงศรัทธาที่แรงกล้า จึงนำดินเหนียวมาปั้นเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ไว้บูชาที่บ้าน
ย่างเข้าสู่วัยรุ่นอายุได้ 17 ปี บรรพชาอยู่ที่วัดบ้านท่าขี้เหล็กได้ประมาณปีเศษ มารดาสุขภาพไม่ดี เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวจึงต้องสึกออกมาดูแล
จนอายุได้ 21 ปี จึงอุปสมบทจำพรรษาอยู่ที่วัดในหมู่บ้าน โดยมีพระอาจารย์สิงห์ มีศักดิ์เป็นหลวงน้า ดำเนินการให้บวชในสายมหานิกาย แต่ด้วยจิตใจอยากเรียนด้านปริยัติธรรม แต่ไม่สะดวก เพราะสำนักเรียนวัดเลียบ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุต จึงต้องญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต
จึงต้องอุปสมบทใหม่ในปี พ.ศ.2474 โดยมีพระศาสนดิลก เจ้าอาวาสวัดเลียบ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาสว่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “สิริธโร”
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบนักธรรมตรี โท เอก ด้วยความมุ่งมั่นอยากศึกษาให้ลึกซึ้งสูงขึ้น ในปีพ.ศ.2479 จึงเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เรียนที่สำนักวัดปทุมวนาราม สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านเกิดและออกเดินธุดงควัตร เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วภาคอีสาน
เป็นพระในยุคเดียวกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ถึงแม้ตลอดเวลาการเดินธุดงควัตรของหลวงปู่จะไม่เคยพบกับหลวงปู่มั่น แต่เคยได้รับฟังธรรมะของพระอาจารย์ใหญ่ ทำให้เกิดกำลังใจในการบำเพ็ญเพียรภาวนา
สำหรับคำสอนที่พร่ำสอนศิษยานุศิษย์เน้นเรื่องของกรรมว่า “ทุกคนมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป”
ย้ำเสมอว่าเรื่องกรรมไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องจริง ขอให้เชื่อในกฎแห่งกรรม “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
นอกจากนี้ ยังมีคำสอนผญาธรรมภาษาอีสานที่น่าสนใจ เช่น “เทียวทางโค้ง หนทางมันนานฮอด มัวเก็บบักหว่า มันสิซ้าคำทาง” ล้วนเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งให้คติเตือนใจ ใช้ในชีวิตประจำวันได้
ตลอดชีวิตเดินธุดงควัตรและจำพรรษาอยู่ในวัดเขตพื้นที่ภาคอีสานหลายวัด เช่น วัดห้วยทราย จ.มุกดาหาร วัดคำม่วง จ.อุดรธานี วัดป่าหนองบัว จ.สกลนคร เป็นต้น
สุดท้ายในปี พ.ศ.2533 ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวังเลิง จ.มหาสารคาม
บุกเบิกพัฒนาสร้างวัดแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความไม่เที่ยงของสังขาร หลวงปู่มหาบุญมีเริ่มมีอาการอาพาธ บ่อยครั้ง
สุดท้ายมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2535 รวมอายุ 81 ปี พรรษา 61
ศิษยานุศิษย์ชาวอีสานได้ร่วมกันก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ขึ้น ภายในมีการจัดแสดงเครื่องอัฐบริขารต่างๆ จัดไว้เป็นหมวดหมู่ มีประวัติ ภาษิตคำสอน เครื่องใช้ประจำวัน หนังสือธรรมะ และ อัฐบริขาร 8 จัดแสดงไว้ให้ลูกศิษย์ได้น้อมรำลึกถึงคุณงาม ความดีของหลวงปู่
หากเดินทางผ่านจังหวัดมหาสารคาม ควรแวะกราบนมัสการเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มหาบุญมี พระดี เป็นศรีของพุทธศาสนิก ชาวอีสานอย่างแท้จริง