โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มาถึงจุดที่นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ขอให้ประชาชนที่เห็นด้วยส่งเสียงสนับสนุนโครงการดังกล่าวให้ดังฟังชัดอีกครั้ง
ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนส่งเสียงสะท้อนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในโครงการที่มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แม้ว่าผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลมอบความเห็นชอบให้พรรคเพื่อไทยดำเนินนโยบายหลัก ในการหาเสียงนี้ไปแล้ว แต่รัฐบาลแจ้งว่ายังเปิดกว้างในการรับฟัง รวมถึงเสียงของผู้ที่คัดค้าน เพียงแต่ขอให้มีเหตุผล
รัฐบาลจะไม่ยอมให้คนที่ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีเหตุผล มายับยั้งโครงการนี้
ในบรรดาเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน การธนาคาร นักวิชาการส่วนหนึ่งคัดค้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ระบุถึงการใช้งบประมาณในโครงการจำนวนมาก ราว 5.6 แสนล้านบาท ที่ผลลัพธ์อาจได้ไม่คุ้มเสีย
มีข้อกังวลถึงเงินเฟ้อ เพิ่มหนี้ หรืออาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ที่อาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ส่วนข้ออ้างที่มีเหตุผลน้อยที่สุดคือ การยกโครงการจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกยึดอำนาจโดย คสช. เมื่อปี 2557 มาเปรียบเทียบว่าเป็นความล้มเหลวและสร้างปัญหาให้ประเทศ ในระยะยาว
ทั้งที่โครงการจำนำข้าวถูกยุติหรือถูกทำให้ดูเหมือนล้มเหลว ด้วยกระบวนการละเมิดและทำลายประชาธิปไตย หรือการรัฐประหารที่ส่งผลให้เศรษฐกิจซึมเรื้อรัง พร้อมหนี้ก้อนใหญ่ที่รัฐบาล 8 ปี ก่อนหน้า สร้างขึ้นกว่า 5.2 ล้านล้านบาท
ฝ่ายเห็นด้วยเชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ไม่มีทางจะซ้ำรอยโครงการจำนำข้าวได้ หากกติกาและกลไกทางประชาธิปไตยยังดำเนินอยู่เช่นปัจจุบัน
เสียงสนับสนุนให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระจายเงินลงไปยังประชาชนในระดับฐานรากอย่างทั่วถึง มีแต่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับ 5% จากเดิม 2% ต่อปี ซึ่งหมายถึงการมีเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ส่วนเสียงท้วงติง ชี้จุดอ่อน และเสนอแนะ จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ด้านดีคือมีส่วนช่วยในการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น รอบคอบขึ้นทั้งในเรื่องที่มาแหล่งเงินที่ใช้ในโครงการ กลุ่มเป้าหมาย พื้นที่ขอบเขตการใช้จ่าย และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต
แต่ต้องไม่ใช่การปลุกผีต่อต้านประชาธิปไตยขึ้นมาหลอกหลอนคน