สองหนุ่มหน้าใส ‘จั๊มพ์’ พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ และ ‘โทนี่’ อันโทนี่ บุยเซอเรท์ ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง “เพื่อน(ไม่)สนิท” หลายคนเพียงแค่เห็นภาพโปสเตอร์โปรโมตหนังของทั้งคู่ก็จับจิ้นกันไปแล้ว งานนี้ทั้ง ‘จั๊มพ์-โทนี่’ บอกเลยว่าจิ้นได้ตามสบาย เพราะตอนถ่ายทำด้วยกันยังแซวกันเรื่องนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดหนังพูดถึงเรื่องของมิตรภาพ ความสัมพันธ์ของเพื่อน

หลังจากดูทีเซอร์ หลายคนเริ่มสงสัยว่าเป็นหนังวัยรุ่นหรือหนังผี?
จั๊มพ์ – “หนังวัยรุ่นเกี่ยวกับมิตรภาพของเพื่อน แม้ว่าจะมีคนตาย แต่ไม่ได้เป็นหนังผีแน่นอน มีแค่งานศพอย่างเดียว ไม่มีผีสักตัว (หัวเราะ) แล้วก็ยืนยันและย้ำตรงนี้ว่า เพื่อน(ไม่)สนิท ไม่ใช่ภาคต่อของหนัง เพื่อนสนิท ด้วยครับ คนละเรื่องเลย แค่ชื่ออาจจะคล้ายกันเฉยๆ ผมว่าผู้กำกับฯ อยากให้ชื่อเรื่องมันน่าสนใจ เพราะจริงๆ เรื่องนี้เมนหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบเพื่อน พอเป็นเพื่อนวงเล็บไม่สนิท คนจะแบบเอ๊ะ! สรุปจะเป็นยังไงนะ”

เรื่องราวคร่าวๆ?
โทนี่ – “ถ้าดูในตัวอย่างก็จะเห็นว่าตัวละครเป้ที่ผมเล่นกับตัวละครโจที่พี่จั๊มพ์เล่น ไม่ได้สนิทกันเลย แต่เหมือนวันหนึ่งผมได้รับภารกิจต้องมาทำหนัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะเป้เป็นคนที่ไม่ได้เก่งเรื่องการทำหนังเลย แต่สุดท้ายก็มีคนแนะนำให้ทำหนังเรื่องจั๊มพ์ซึ่งเป็นเพื่อนที่ตายไปน่าจะเวิร์กสุด”
ความสัมพันธ์ของตัวละครของเราทั้งคู่?
จั๊มพ์ – “เป้จะเป็นนักเรียนใหม่ที่ได้มานั่งข้างเราโดยบังเอิญ ความที่โจเป็นคนเฟรนด์ลี่อยู่แล้วเลยเมกเฟรนด์กับเขา ซึ่งก็ได้รับเอ็นเนอร์จี้ที่ตุ่นๆ กลับมาแบบช็อตฟีลเลย แต่ความจริงในเรื่องเราพอจะเข้าใจว่าเขาอาจจะเจอเรื่องราวอะไรที่น่าจะหนักมาอยู่ถึงได้ย้ายมาตอนม.6 แบบนี้ ซึ่งตอนแรกเขาอาจจะคิดว่าเรากวนๆ เหมือนจะล้อเด็กใหม่อะไรประมาณนั้นเลยยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่ไปเรื่อยๆ จะเป็นยังไงต้องรอดู”
ฟีดแบ็กหลังตัวอย่างหนังออกมาเป็นอย่างไรบ้าง?
จั๊มพ์ – “สำหรับผมหลังจากได้ดูตัวอย่างแล้วรู้สึกดี ขนลุกด้วย ตอนที่เราถ่ายก็จะมีภาพในหัวอีกแบบ แต่พอได้เห็นงานที่เขาออกมา มันขนลุกยิ่งกว่า แล้วก็ตื่นเต้นด้วยที่ผลงานเราจะได้ออกสู่สายตาทุกคนแล้ว”

คาแร็กเตอร์ของแต่ละคน?
จั๊มพ์ – “ผู้กำกับฯ อยากให้โจเป็นคนร่าเริงสดใส โชว์ความเฟรนด์ลี่เหมือนหมาโกลเด้นอ่ะครับ ซึ่งพอจะนึกภาพออกว่าลักษณะนิสัยมันเป็นยังไง ตอนแรกก็ท้าทายอยู่ แต่พอได้มาลองเล่นดูคิดว่าตัวเองก็พอทำได้นี่นา”
โทนี่ – “ส่วนคาแร็กเตอร์ของเป้ไม่ได้เป็นคนนิ่งมาก แต่จะเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้เก่งมาก ออกแนวลูสเซอร์คนหนึ่งที่ต้องเอาตัวเองรอด ผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะทำออกมาใช้ได้อยู่นะครับ ที่สำคัญรู้สึกว่าเคมีเราสองคนเข้ากันมากเลย เพราะตอนแรกก็มีความกังวลเพราะวัยเราต่างกันมากๆ จะเข้ากันได้มั้ย แต่พอทำงานคือเหมือนมันสนิทกันไปเรื่อยๆ”
จั๊มพ์ – “ต้องบอกก่อนว่าโทนี่เนี่ยอายุเท่าน้องสาวผมเลยคือ 19 ส่วนผม 23 ฟีลที่มองเขาก็เหมือนเป็นน้องชายเราคนหนึ่ง แล้วก็พอจะรู้ว่าวัยรุ่นวัยนี้คิดอะไรอยู่ แต่จริงๆ นักแสดงรุ่นน้องน่ารักทุกคน คุยไม่ยาก”

พอมารับบทในหนังเรื่องนี้ แต่ละคนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่างไรบ้าง?
จั๊มพ์ – “อย่างแรกคือต้องโกนผม จริงๆ ผมเคยตัดสกินเฮดตอนประถม หลังจากนั้นก็ไว้ยาวมาตลอดจนมาหนังเรื่องนี้ ในใจก็มีเล็กๆ ที่คิดว่าทำไมต้องโกนหัว แต่ก็รู้ว่ามันคงเป็นคาแร็กเตอร์ที่ต้องพิเศษมากๆ ช่วงนั้นผมต้องบอกก่อนว่าผมรักทรงผมของผมมาก กว่าจะไว้มาถึงหน้าม้าตรงกลางหน้าผากได้ใช้เวลาหลายปี แล้วผมเป็นคนที่จู้จี้จุกจิกกับทรงผมมาก แต่ด้วยความที่มาเจอเรื่องนี้แล้วเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมงานกับ จีดีเอชมันก็น่าสนใจ เลยคุยกับผู้จัดการว่าถ้าได้ผมก็ยอมโกนแหละ ซึ่งสุดท้ายก็ได้เล่น ถามว่าพอถึงวันที่ต้องตัดผมจริงๆ ความรู้สึกเป็นยังไง คือผมก็ทำใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าแคสต์ติดปุ๊บก็ฟีลเหมือนแก้บนอ่ะ ยอมรับสภาพ ไม่มีดื้อ วันที่ตัดก็เลยชิลชิล หลังจากตัดใครเจอก็ทักเป็นตำรวจบ้างแหละ ไปเข้า ค่ายทหารมาเหรอ ไม่มีใครทักเป็น ต่อ ธนภพ เลยนะ อันนี้เสียใจอยู่ (หัวเราะ)”
โทนี่ – “สิ่งที่ผมต้องปรับน่าจะเป็นเรื่องเวลา ตอนนั้นเพิ่งถ่ายหนังเรื่อง เธอกับฉันกับฉัน เสร็จ แล้วมันก็เหนื่อยมากๆ เพราะมีอะไรหลายอย่างด้วย แล้วต้องเปลี่ยนมาเล่นเป็นเป้ในทันที ตอนมาเวิร์กช็อปก็รู้สึกว่าจิตใจต้องพร้อมจริงๆ จากเป็นเด็กอีสานในเรื่องนั้นต้องมาเป็นเด็กกรุงเทพฯ ในเรื่องนี้ มันคนละฟีลเลย อย่างพี่จั๊มพ์ต้องตัดผม ส่วนผมต้องไว้ผม แต่ก็ดีที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง”

แต่กลายเป็นว่าหลายคนจับจิ้น จั๊มพ์-โทนี่ ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ที่ออกมาเลย?
จั๊มพ์ – “จริงๆ เราสองคนเคยคุยกันว่ามันต้องมีคนที่คิดแน่ๆ แต่อยากจะบอกว่าความสัมพันธ์ การจิ้น หรืออะไรที่ทุกคนเห็น มันก็เริ่มต้นมาจากมิตรภาพ มันคือความสัมพันธ์ของเพื่อนคนหนึ่งที่รู้สึกเอ็นดูเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนอีกคนจริงๆ ซึ่งถ้าใครจะจิ้นก็ไม่เป็นไร แล้วแต่คนจะมอง เพราะตอนที่ถ่ายทำเรายังแซวกันเองเลยว่าเฮ้ย! จิ้นป่ะวะ แต่ถ้าถามว่าเป็นแนววายมั้ย บอกได้เลยว่าไม่วายครับ”
โทนี่ – “เรารู้สึกว่าเราทำงานด้วยกันได้ดีมาก มันดูเหมือนเพื่อนที่รักกันจริงๆ แล้วถ้าคนจะมองว่ามันมุ้งมิ้ง ผมว่ามันไปทางไหนก็ได้ แล้วแต่เขาจะมองเลยเพราะเรารู้สึกว่าเราเข้ากันมากๆ เป็นฟีลแบบ Bromance”

แล้วตอนนี้ทั้งสองคนสนิทกันแค่ไหน?
จั๊มพ์ – “กลายเป็นว่าตอนนี้เวลาเจอโทนี่แล้วผมรู้สึกสบายใจที่จะเล่นหรือเข้าหากัน บางทีไม่ต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นความสบายใจที่เกิดขึ้นอยู่ข้างใน”
โทนี่ – “เราสองคนอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนที่คุยกันตลอด แต่พอมีอะไรก็สามารถปรึกษากันได้ตลอด ผมมองว่าเขาเป็นเหมือนพี่ชายอีกคนของผมเลย”

ในหนังมีประโยคที่พูดว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าคนเราจะเริ่มเป็นเพื่อนสนิทกันตอนไหน ก็ตอนที่เราเล่าความลับให้อีกคนฟัง’ ตอนนี้คู่เราเล่าความลับให้กันฟังบ้างไหม?
โทนี่ – “คนนี้เขาเป็นคนไม่บอกใครอ่ะ (ชี้ไปที่จั๊มพ์) ชอบเก็บไว้คนเดียว”
จั๊มพ์ – “อันนี้ก็คือความลับของผมไงที่ผมชอบเก็บอะไรไว้คนเดียว (หัวเราะ) ความลับของเราสองคนมันอาจไม่ได้เป็นการที่เอาเรื่องมาพูดกัน แต่จะเป็นการสังเกตเนเจอร์ของแต่ละคนมากกว่า”
โทนี่ – “สิ่งที่ผมสังเกตในตัวพี่เขาก็คือคนอย่างเขาหล่ออ่ะ น่าจะมีสาวเยอะ แต่เราไม่รู้ข่าวอะไรเลย (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาน่าจะแอบเก็บอะไรเอาไว้อยู่”
จั๊มพ์ – “อันนี้เอ็งระแวงพี่ละ (หัวเราะ) เอาจริงๆ คือผมเป็นคนขี้เขิน แล้วบางเรื่องถ้าเรารู้ว่าเราจะโดนแซวแน่ๆ เราจะค่อนข้างปิดตัวเอง อย่างเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยคุยกัน ผมก็เคยบอกมันไปแล้วว่าไม่มี แล้วมันจะแบบเฮ้ย! ใช่เปล่า มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แหละ”

วันแรกที่เจอกับวันนี้แต่ละคนเปลี่ยนไปเยอะไหม?
โทนี่ – “พี่จั๊มพ์คุยเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย แต่ก่อนเขาจะนิ่งๆ สุขุม โอปป้า ทุกวันนี้ก็ยังเป็นโอปป้าอยู่ แต่เป็นโอปป้าที่พูดเยอะหน่อย”
จั๊มพ์ – “เขาเป็นคนที่แพรวพราวนะ หมายถึงในเรื่องของฝีมือ”
หนังใกล้จะเข้าโรงฉายแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?
โทนี่ – “ผมรู้สึกโกรธนะที่ต้องดูพร้อมกับคนอื่น เพราะเราไม่ได้ดูก่อน น้อยใจนิดหน่อย ถามว่าเขาให้เหตุผลไหมว่าทำไมถึงไม่ให้พวกเราดูก่อน มันเป็นอย่างนี้เกือบทุกเรื่องอยู่แล้วนะครับ ตั้งแต่ เธอกับฉันกับฉัน แล้ว”
จั๊มพ์ – “อันนี้ก็จริงครับ ฟีดแบ็กหลังบ้านมาว่าหนังดีมากเลยนะน้อง แต่เรายังไม่ได้ดูไง พอถามต่อไปอีกว่าที่ว่าดีมันดียังไง เขาบอกว่ามันก็ซึ้ง ดูแล้วร้องไห้เลย เราก็แบบจริงเหรอพี่ ยิ่งทำให้เราอยากดู”
โทนี่ – “หนังเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่นก็จริง แต่ไม่ได้ดูได้แค่เฉพาะวัยรุ่น ดูได้ทุกเพศทุกวัยเลยครับ ถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ในวัยเราเป็นอย่างนี้เลย คิดถึงเพื่อนรักเพื่อน แต่สำหรับคนที่โตแล้วก็อาจจะมองว่าอยากย้อนเวลากลับไปจัง น่าจะใช้เวลากับเพื่อนในช่วงเวลานั้นให้มากขึ้น”

ฝากหนัง?
จั๊มพ์ – “อยากจะฝากทุกๆ คนเข้าไปดูหนังเรื่อง เพื่อน(ไม่)สนิท เข้าฉาย 26 ตุลาคมนี้ เชื่อว่าเข้าไปดูในโรงน่าจะได้รับความฟินอย่างแน่นอน สำหรับคนที่ชอบมู้ดแอนด์โทนหนังทั้งสนุกทั้งซึ้ง หรือใครที่คิดถึงฟีลแบบ ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ เชื่อว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”
โทนี่ – “แล้วไปเจอกันในโรงภาพยนตร์นะครับ”