นักธุรกิจให้คะแนนต่อบทบาท‘เซลส์แมน’ ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง เกินร้อย สำหรับความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาการค้า การลงทุนกับ ต่างชาติ
แล้วในมุมมองนักวิชาการเห็นอย่างไรต่อการเดินสายทัวร์ต่างประเทศ นอกจากความตั้งใจแล้ว มองเห็นลู่ทางความสำเร็จอย่างไร
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า
ที่นักธุรกิจให้คะแนน นายกฯ ในฐานะเซลส์แมน น่าจะพูดหรือให้คะแนนในนามส่วนบุคคลมากกว่า และเป็นการให้คะแนนกรณีได้ตามนายกฯ ไป คงจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างนายเศรษฐา กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะถ้ามีการเปรียบเทียบทั้งสองคน ในแง่การไปเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สมัยพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการเจรจาพูดคุยอะไรต่างๆ กับต่างชาติติดลบ ขณะที่นายเศรษฐามีท่วงทำนองที่เป็นนักธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับงานด้านธุรกิจการลงทุนอยู่แล้ว ทำให้บรรดานักธุรกิจที่ตามไปด้วยเกิดความประทับใจกับการแสดงบทบาทในการขายของนายเศรษฐา
ดังนั้น ในแง่ของประเทศที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศอย่างไทย การพยายามดึงนักลงทุนเข้ามาจึงเป็นบทบาทที่สร้างความพึงพอใจให้นักธุรกิจเพราะจะได้มีคู่ค้าและอาจมีการลงทุนร่วมกับนักธุรกิจต่างประเทศ
การมีนักธุรกิจร่วมคณะไปด้วยก็คงจะมีผลดีกับตัวนักธุรกิจที่ไป คงเกิดคอนเน็กชั่น ระหว่างนักธุรกิจด้วยกัน ดังนั้นคงเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะกับนักธุรกิจที่ร่วมเดินทางไปกับนายกฯ ส่วนจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจอื่นหรือไม่คงตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ในรายละเอียดการพูดคุยเจรจา
การไปเจรจาครั้งนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนจะมีนักลงทุนมาลงทุนในไทยหรือไม่คงมีเงื่อนไขอีกหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่นายกฯ ไปพูดแล้วเขาจะมาทันที คงจะดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง โครงสร้างพื้นฐานของไทยในส่วนของไฟฟ้า ประปา ค่าแรง ความสงบเรียบร้อย ระบบภาษี
เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเช่น เวียดนาม ซึ่งเป็นหลักคิดของนักลงทุน คงไม่มีที่ไปพูดคุยกันแล้วจะมาลงทุนเลย นักลงทุนก็ต้องมองถึงกำไรและโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
การเดินสายต่างประเทศคงเป็นความพยายามหลังจากที่ขาดหายไปนานในรัฐบาล ของพล.อ.ประยุทธ์ จึงถือเป็นความพยายามอีกอย่างหนึ่งท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่ หลากหลาย
ถ้าถามว่าถูกทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่นั้นคงบอกได้แค่เพียงแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นเอง เพราะที่ผ่านมาในอดีตเรามีนักลงทุนเข้ามาอยู่ไม่น้อย แต่ก็จะมีช่วงที่ขาดหายไปก็คือช่วงรัฐประหาร แต่ก่อนหน้านั้นนักลงทุนก็เข้ามาไทยจำนวนไม่น้อย จึงถือได้ว่าการเข้ามาเป็นเรื่องปกติไม่ได้มีความพิเศษอะไรที่ประเทศไทยที่จะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุน
แต่ไม่ว่าการลงทุนระหว่างต่างประเทศจะมีมากน้อยขนาดไหนไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เพราะที่ผ่านมาเราก็มีนักลงทุนมากมายแต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและยังคงดำรงอยู่ ฉะนั้นการไปดึงนักลงทุนมานั้นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนไทยผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจะมีรายได้สูงขึ้น
ถ้าจะให้คะแนนทั้งความตั้งใจและความสามารถกับนายกฯ คงให้ 3 เต็ม 10 เพราะวันนี้ถือว่าดีกว่าพล.อ.ประยุทธ์นิดหนึ่ง
อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์
ส่วนตัวเห็นว่านายเศรษฐาได้แสดงถึงความตั้งใจมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงาน ฉะนั้นการกล่าวว่ามีความตั้งใจเกินร้อยจึงไม่เกินความจริงแต่อย่างใด ส่วนการให้คะแนนนายกฯ เศรษฐา เท่าไหร่ไม่ขอตอบเพราะไม่เห็นนัยยะสำคัญอะไร แต่เห็นว่านายเศรษฐา มีความตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานแล้ว
ส่วนกรณีภาคเอกชนสนับสนุนการเดินสายเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งร่วมเดินทางไปกับ นายกฯ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเปิดกว้างและมีเกณฑ์ที่ชัดเจน เพราะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือ การค้า การลงทุน
ดังนั้น ภาคเอกชนที่จะเดินทางไปร่วมด้วยต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ โดยไม่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี หรือไม่ดีกับรัฐบาล หรือกลุ่มเอกชนที่ วิ่งเข้าหารัฐบาลเท่านั้น
ควรเป็นกลุ่มเอกชนที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ เช่น เราต้องการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในสถานการณ์ตอนนี้ ก็ต้องพาส่วนที่เกี่ยวข้องไปทั้งหมด
หากต้องการส่งเสริมปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม ยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ด้านสันดาปภายในอยู่แล้ว แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงสูง เช่น มีการส่งเสริมรถยนต์อีวี หรือรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ก็ต้องพาภาคเอกชนกลุ่มนี้ไปด้วย เพื่อร่วมหารืออย่างรอบด้านและตรงต่อความต้องการ
ไม่ว่าจะเน้นการส่งเสริมทางเศรษฐกิจด้านใดของประเทศ ก็ต้องเป็นกลุ่มภาคเอกชนที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชนส่วนใหญ่
การเดินทางไปเยือนต่างประเทศของนายกฯ เศรษฐาถือว่ามาถูกทาง แต่ต้องไปพร้อมข้อเสนอและมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน และแข่งขันได้กับประเทศ อื่นๆ เพราะผู้นำประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็เดินสายทำในสิ่งเดียวกัน ยกเว้นผู้นำเผด็จการทหารเมียนมา
ไทยต้องออกแบบมาตรการส่งเสริมเป็นการเฉพาะในบางอุตสาหกรรม หรือบางบริษัทที่เราต้องการดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ต้องเสนอบางอย่างเป็นการเฉพาะเพื่อให้นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ส่วนมากนักลงทุนจะเป็นผู้เลือกมาลงทุน ไม่ใช่เราไปเลือกเขา แต่เขาจะเลือกเรา นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้จะเลือกไปลงทุนที่ไหนก็ได้ เช่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน หรือประเทศใดก็ได้ จึงต้องเสนอจุดแตกต่าง

อัทธ์ พิศาลวานิช
ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
ม.หอการค้าไทย
ระหว่างนายกฯ เศรษฐา กับนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง 1 เดือนเซลส์แมนอย่างนายกฯ เศรษฐา ไปทำหน้าที่ขายของให้ประเทศไทยได้ดีกว่า เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐาต้องกลับมาดูภายในประเทศด้วยว่าเรามีของที่ดีให้ผู้ซื้อมา ซื้อของเราหรือไม่ เพราะโครงสร้างปัญหาทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีอยู่
ฉะนั้นนายกฯ ต้องสั่งทีมงานให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศด้วย เช่น ถ้าราคาสินค้าแพงนำไปขายแพงก็ขายไม่ได้อยู่ดี เพราะราคาสินค้าไม่ตอบโจทย์ก็ขายไม่ได้อยู่ดี
เรื่องการลงทุน นายกฯ เศรษฐาพยายามไปดึงนักลงทุนแต่การลงทุนต้องจ้างงาน คนไทยด้วย ไม่ใช่ดึงนักลงทุนจีนแล้ววัตถุดิบส่วนใหญ่นำมาจากจีน ถ้าเป็นแบบนี้ประเทศไทยจะไม่ได้อะไรเลย เช่น รถยนต์อีวี นักลงทุนจีนนำมาขายอย่างเดียว คนไทยก็จ่ายแต่เงินซื้อ
ฉะนั้นสิ่งที่นายกฯ ต้องเพิ่มเติมคือ การทำห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทยด้วย ซัพพลายเออร์ไทยก็ต้องมีป้อนให้กับอุตสาหกรรมประเทศต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทย
ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ต้องจ้างแรงงานในประเทศ และต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทย จึงจะประสบความสำเร็จ
ที่นายกฯ ทำอยู่ในขณะนี้เป็นหนึ่งส่วนที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ ยังไม่ได้ทำ ถ้าหากทำครบทั้งหมดแล้วถึงจะเรียกได้ว่าเป็น Mission complete คือภารกิจสำเร็จ
การเดินทางไปต่างประเทศ ไปพบนักธุรกิจต่างประเทศ ผู้นำต่างประเทศต่างๆ ของนายกฯ เศรษฐานั้นมีความตั้งใจ เพราะสมัยที่แล้วอ่อนเรื่องต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การไปหานักลงทุนต่างประเทศก็ต้องกลับมามองในประเทศด้วยว่าเรามีวัตถุดิบที่ดีที่จะให้เขาหรือไม่
ที่สำคัญต้องให้เกิดห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทย ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกิน 50% จ้างแรงงานไทยกี่เปอร์เซ็นต์ต้องกำหนดให้ชัดเจน จีนที่พัฒนาได้ถึงทุกวันนี้เพราะกฎหมายจีนระบุถ้านักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในจีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้อุตสาหกรรมของเขา จีนถึงใหญ่โตจนทุกวันนี้ เราก็ควรที่ทำให้เหมือนจีน
สำหรับภาคธุรกิจของไทยต้องกล้าบอกนายกฯ ว่านโยบายของรัฐขณะนี้ต้องมาเสริมเพิ่มเติมหรือแต่งให้ธุรกิจไทยเข้มแข็ง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.ส่วนใหญ่ที่เดินทางไปกับนายกฯ จะเป็นภาคธุรกิจรายใหญ่ๆ ซึ่งมีศักยภาพที่จะไปได้
แต่กลุ่มเอสเอ็มอี 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทั้งหมด กลุ่มนี้นายกฯ ต้องฟังเสียงจากเขาด้วย หรือต้องนำเขาไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เพื่อไปขายสินค้า ถ้านายกฯ นำกลุ่มนี้ไปด้วยเท่ากับขายตรงผู้ซื้อ ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
การเดินสายพบต่างชาติของนายกฯ ถูกทางแล้ว แต่ คอนเทนต์ที่นายกฯ ไปนำเสนอนั้นเป็นการขายของ ดึงนักลงทุน ถ้าให้ถูกทางมากกว่านี้นายกฯ ต้องพ่วงประเด็นที่จะหาความร่วมมือกับโลกด้วย เช่น เรื่องนวัตกรรม จะร่วมกับประเทศที่นายกฯ ไปเยือนอย่างไร เรื่องของสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะร่วมมือกันอย่างไร