นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงินให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นการกระตุ้นครั้งใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน และรัฐบาลจะมีรายได้กลับมาในรูปแบบภาษี

ด้วยเป็นนโยบายใหญ่ โดยเฉพาะต้องใช้งบประมาณมากถึง 5.6 แสนล้านบาท จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และหลากหลายมุมมอง มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยืนยันครั้งล่าสุดต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแต่ง ทั้งในเรื่องที่มาเงินงบประมาณ และวิธีการใช้เงิน

โดยเป้าหมายเริ่มโครงการในขณะนี้ ยังคงอยู่ที่เดือนกุมภาพันธ์ 2567

อย่างไรก็ตาม มีข้อท้วงติงและข้อสังเกตล่าสุด โดยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านระบุข้อมูลอีกด้านว่า ต้นแบบดิจิทัลวอลเล็ตมาจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน

โดยอ้างอิงถึงผลการทำวิจัยของญี่ปุ่น ที่แจกคูปองเงินจำนวน 31 ล้านใบให้แก่ครอบครัวที่มีบุตรและ ผู้สูงอายุ คูปองใช้ได้เฉพาะร้านค้าในชุมชนเท่านั้น และมีอายุ 6 เดือนเหมือนดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลไทยขณะนี้

ผลคือช่วยกระตุ้นการบริโภคสินค้ากึ่งคงทน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ได้ 0.1-0.2 เท่าของเงินที่ได้เท่านั้น ไม่มีผลช่วยกระตุ้นการซื้อสินค้าไม่คงทน อาหาร น้ำมัน หรือสินค้าบริการ

นอกจากนี้ แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยังตั้งคำถามแหล่งที่มาของงบประมาณ ติดขัดเรื่องกฎหมายเงินกู้ธนาคารของรัฐ และความเสียหายทางการเมืองของรัฐบาลหากออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเงินกู้

ต่อข้อท้วงติงดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ชี้แจงไม่ได้นำต้นแบบมาจากญี่ปุ่น

แต่ยอมรับมีกระบวนการคล้ายคลึงกัน พร้อมติดต่อขอข้อมูลทั้งจากญี่ปุ่นและไต้หวัน เพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบถึงข้อดีและข้อเสียจากประเทศที่เคยใช้โครงการลักษณะนี้มาก่อน

นับเป็นท่าทีที่ดีต่อการรับฟังข้อมูลอีกด้าน แต่สำหรับมุมมองประชาชนแล้ว โครงการนี้จะมีต้นแบบ หรือลอกเลียนมาจากประเทศใด คงไม่ใช่สิ่งที่จะต้องกังวล สำคัญคือรัฐบาลต้องขับเคลื่อนโครงการตามที่หาเสียง ให้สัญญาประชาคมไว้ต่อสังคม

ต้องดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มให้มากสุด ต้องไม่ปล่อยเนิ่นนาน เร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน