นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG (เอสซีจี) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของไตรมาส 3/2566 ยังชะลอตัวและลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากเศรษฐกิจภูมิภาคยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศจีน และยอดขายของสินค้าเคมีคอลนั้นอยู่ในช่วงขาลงทุกชนิด โดยเอสซีจีสามารถทำรายได้ 125,649 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% มีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,441 ล้านบาท ลดลง จากปีก่อนที่ทำได้ 2,443 ล้านบาท แต่ยังคงมีเงินสดแข็งแกร่งที่ 99,756 ล้านบาท

“สำหรับไตรมาส 4 เศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจาก ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ที่จะมีการลงทุนและการบริโภคเพิ่มขึ้น จากการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ นูซันตารา ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้วัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์มากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคการค้าในเมืองท่องเที่ยวซึ่งได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นรวมถึงค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลอาจปรับตัวลดลงทำให้ควบคุมต้นทุนด้านพลังงานได้ดีขึ้น”

ส่วนผลประกอบการช่วง 9 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2566) มีรายได้จากการขาย 379,028 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจจากสถานการณ์ตลาดในภูมิภาคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่มีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 27,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% และมีกำไรจากการดำเนินงาน 12,805 ล้านบาท ลดลง 40% เนื่องจากปิโตรเคมียังอยู่ในวัฏจักรขาลง และตลาดอาเซียนมีกำลังอ่อนตัว

ด้านนายธรรมศักดิ์ เดชอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยังดำเนินอยู่ อาจจะกดดันให้ต้นทุนราคาพลังงานผันผวน ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง รวมถึงตลาดจีนยังชะลอตัว

ผนวกกับธุรกิจปิโตรเคมียังไม่ฟื้นตัวดี และการขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เอสซีจียังต้องจับตาสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน