ธปท.แนะคลังคุมใช้จ่ายภาคการคลัง เร่งลดหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน ผวาโลกหั่นเครดิตไทย ระบุเศรษฐกิจโลกปี 2567 ยังเสี่ยงโตได้แต่ 3%
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2567 มีความเสี่ยงต่อการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า จะเป็นการฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึงในระยะปานกลางจะขยายตัวได้ในระดับ 3% เป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 30 ปี เป็นระดับที่ไม่สวยหรูนัก
เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว รวมทั้งความเสี่ยงใหม่ เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ประเมินผลต่อเศรษฐกิจยากเพราะคาดเดาไม่ได้
โดยไอเอ็มเอฟแนะนำให้แต่ละประเทศเน้นดูแลอัตราเงินเฟ้อ เพราะสงครามอาจทำให้เกิด Inflation Shock เงินเฟ้อพุ่งสูง และคุมวินัยการคลังหลังจากที่แต่ละประเทศเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย ลดหนี้สาธารณะ และดูแลเสถียรภาพการเงิน และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับไทยชะล่าใจไม่ได้ แม้เสถียรภาพต่างประเทศจะดี ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล หนี้ต่างประเทศไม่สูง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ฐานะธนาคารพาณิชย์แข็งแกร่ง แต่ต้องระวังปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึง 90.7% ต่อจีดีพี แม้จะลดจากช่วงที่สูงที่สุดคือ 94% และอยากให้ลดลงมาอยู่ในระดับเกณฑ์สากล 80% รวมทั้งหนี้สาธารณะในระดับ 61.7% ต่อจีดีพี ที่ถือว่าสูง
ขณะที่เสถียรภาพตลาดทุนที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออกตั้งแต่ต้นปี -8.4% หรือ 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับประเทศอื่น สูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนก็ผันผวน 8-9% สูงกว่าอดีตและประเทศเพื่อนบ้าน
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า มีความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency’s) จี้จุดประเทศไทย มีโอกาสปรับมุมมองจากเสถียรภาพ เป็น มุมมองเชิงลบ หากนโยบายภาคการคลังเสื่อม ดังนั้นควรมุ่งลดรายจ่าย ลดขาดดุล ลดหนี้สาธารณะ เพิ่มรายได้ ซึ่งล่าสุดมีบางบริษัทกังวลภาระหนี้ต่องบประมาณ ไม่เกิน 12% ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในระดับ 10% กว่า
“หนี้สาธารณะวิ่งไปเยอะจากช่วงก่อนโควิดในระดับ 40% ต่อจีดีพี ทุกประเทศมุ่งดูเรื่องเสถียรภาพ จะบอกว่าไม่แคร์ก็คงไม่เหมาะ หากมองว่าความเสี่ยงเยอะ ก็ควรต้องเก็บลูกกระสุนไว้หรือเปล่า ซึ่งพื้นที่ในการทำนโยบาย เราจะไม่เห็นความสำคัญของมัน จนกว่าจะหมด หรือมันไม่มี”