เหตุการณ์ทำบุญตักบาตรมีมาแต่ครั้งพุทธกาลครั้งแรก ในสมัยพระพุทธองค์ทรงผนวช ขณะประทับที่สวนมะม่วง เสด็จบิณฑบาตผ่านกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ

ชาวเมืองเห็นพระมาบิณฑบาต ก็ชวนกันนำอาหารมาตักบาตร นับแต่นั้นมาการตักบาตรจึงถือเป็นประเพณีของพระภิกษุมาจนบัดนี้ และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ประทับอยู่ที่ควงไม้เกด มีพ่อค้าสองคนนำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวายพระพุทธองค์ทรงรับไว้ด้วยบาตร ถือเป็นที่มาของการตักบาตรด้วยเช่นกัน

การตักบาตรสมัยพุทธกาลที่ปรากฏ ในพระสูตรไม่มีการแยกอาหารเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่จะรวมอาหารที่ได้รับแต่ละบ้านลงในบาตร ที่สำคัญพระสงฆ์ฉันอาหารในบาตรนั้นโดยไม่แยกใส่ภาชนะอื่น ธรรมเนียมการถวายอาหารบิณฑบาตแบบแยกข้าวและกับข้าว ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่เมื่อใด แต่ปรากฏร่องรอยที่สืบค้นได้ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ มีการนำอาหาร ห่อกระทงใบตองใส่บาตรพระสงฆ์

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา (อศน.) กล่าวว่า คำว่า “ตักบาตร” เป็นคำที่เรียกมาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งเป็นลักษณะของ กิริยาตักข้าวใส่ลงในบาตร แต่หลังๆ มีคำว่า “ใส่บาตร” ขึ้นมา เรียกตามกิริยาที่เราเอาอาหารเป็นถุง หรือเป็นชุดใส่บาตร โดยไม่ต้องตัก ก็ใช้คำว่าใส่บาตรแทน ทั้งคำว่าตักบาตรและใส่บาตรใช้ได้ทั้ง 2 คำ เพราะเข้าใจตรงกันว่าเป็นการนำอาหารไปถวายในบาตรพระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตตอนเช้า การบิณฑบาตเป็นการ โปรดสัตว์ เป็นการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์ เป็น การประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ และยังเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ทําบุญตักบาตรจะได้รับอานิสงส์ คือ 1) เป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย 2) คนดี มีปัญญาย่อมชอบคบค้าสมาคมด้วย 3) มีชื่อเสียงที่ดีงาม 4) เป็นผู้ไม่ห่างไกลธรรม และ 5) เมื่อตายแล้วย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ เป็นการสั่งสมอริยทรัพย์ และเสบียงบุญให้ติดตามตัวได้ตราบนานเท่านาน โดยการทําบุญตักบาตรเป็นพุทธประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ครั้งพุทธกาลในการทําบุญตักบาตรของชาวไทยพุทธ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความไม่สอดคล้องเรื่องเวลาของทําบุญใส่บาตรในตอนเช้าเพราะความเปลี่ยนของวิถีสังคม แต่ในการทําบุญตักบาตรนั้นจะบุญมากหรือไม่ ต้องประกอบด้วยเจตนาทั้ง 3 กาล คือ 1) ปุพพเจตนา หมายถึง เจตนาก่อนที่จะทําทาน 2) มุญจนเจตนา หมายถึง เจตนาในขณะกําลังให้ 3) อปราปรเจตนา หมายถึง เจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว ผู้ทําบุญใส่บาตรต้องรักษาความบริสุทธิ์ของเจตนาทั้ง 3 กาลนี้ ไว้ให้ดี ผลของการกระทําจึงจะมีผลานิสงส์มาก

อธิบดีกรมการศาสนากล่าวต่อว่า กรมการศาสนาได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร วันธรรมสวนะ “ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” จำนวน 12 วัน/เดือน ได้แก่ วันพระ 4 วัน/เดือน และตักบาตร วันเสาร์และวันอาทิตย์ 8 วัน/เดือน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานภัตตาหารแด่พระสงฆ์ด้วยเมนูอาหารสุขภาพ สมาทานรักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระ ฟังพระธรรมเทศนา และเจริญจิตตภาวนา

สำหรับปีงบประมาณ 2567 กรมการศาสนาได้ขยายผลและต่อยอดโครงการดังกล่าว ด้วยการเปิดจุดเช็กอิน เสบียงบุญ ไหว้พระตักบาตร 10 แห่ง ในสถานที่ที่สะท้อนความศรัทธาและความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น และได้รับความนิยมจากพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยว เช่น ริมโขง สะพาน หน้าวัด ผู้มาทำบุญและนักท่องเที่ยวจะรู้สึกอิ่มบุญแล้ว ยังได้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์เป็นการอุดหนุนผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมที่ ชาวบ้านในชุมชนละแวกบริเวณวัด เป็นการนำ Soft Power ในมิติทางศาสนา ส่งเสริมรายได้สู่ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง ถ้าหาก นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร ทั้ง 77 จังหวัด ในแต่ละจังหวัด จำนวน 100 คน โดยอุดหนุนชุดใส่บาตรของ ชุมชน ชุดเสื้อผ้าท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน ซื้ออาหาร ของฝากประจำถิ่น ทำให้สามารถสร้างรายได้กับประชาชนในชุมชนกว่า 500 ล้านต่อปี

ถึงแม้ว่าการทำบุญตักบาตร รูปแบบวิธีการจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่แก่นของการทำบุญยังคงเดิม การตักบาตรทำให้จิตใจเกาะอยู่กับความดีเป็นการฝึกจิตให้อยู่กับกุศล ซึ่งเป็นทางแห่งความเจริญ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่า “ผู้ฝึกจิตดีแล้วย่อมนำสุขมาให้”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน