เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการวิชาการของวุฒิสภา จัดเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อ “นานาทัศนะกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท : เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ความท้าทายและพลวัต ที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศ”

นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา กล่าวเปิดเสวนาว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็น 1 ในนโยบายหาเสียงของพรรค เพื่อไทย (พท.) ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภา มีเป้าหมายแจกเงินดิจิทัล ให้ประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยใช้ระบบบล็อกเชนเพื่อเอื้อต่อการจ่ายเงินรูปแบบใหม่ ภายใต้งบประมาณกว่า 500,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันมีหลายฝ่าย เช่น คณาจารย์ และนักวิชาการ ออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก เนื่องจากมองว่าได้ประโยชน์น้อยไม่คุ้มกับต้นทุน อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานการจ่ายเงินระยะสั้น ไม่คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ดังนั้น สว. ในฐานะสถาบันการเมืองที่มีความเป็นกลางจึงได้เชิญทุกฝ่ายมาร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น เพื่อระดมข้อเสนอจัดทำเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป

นายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้มีหลายอย่างที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น การให้สิทธิประชาชน 56 ล้านคน หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ควรแจกคนรวย เพราะการให้เงินคนรวยไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากคนรวยจะเอาเงิน ในส่วนนี้ทดแทนค่าใช้จ่าย และเก็บเงินของตัวเองไว้แทน แต่ถ้าให้คนที่พอมี จะสามารถนำไปใช้หนี้

ดังนั้น ตัวเลขประชาชนที่ได้สิทธิจะเหลือ 40 กว่าล้านคน ซึ่งยังไม่รวมผู้ที่ไม่มาลงทะเบียนอีก จึงเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะ ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 แต่คง ไม่ถึง 500,000 ล้านบาท โดยผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งงบประมาณดังกล่าวจะมีความล่าช้า ไม่น่าจะทันในเดือนก.พ.2567 แต่จะสามารถใช้ได้ในช่วงเดือนก.ย.2567 แทน

ขณะเดียวกันน่าจะมีการเร่งดำเนินการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ไปด้วย เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและแล้วเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน

ส่วนเงื่อนไขที่จะใช้เงินได้ในระยะ 4 กิโลเมตรนั้นคงไม่มีแล้ว แต่จะให้อยู่ในอำเภอหรือเขตเดียวกัน เพื่อให้เกิดการกระจายอย่างทั่วถึง

วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งข้างบน ข้างล่าง ตรงกลาง กรอบหมดแล้ว ไม่สามารถจะกู้เพิ่ม รายได้ก็ไม่มี ฉะนั้นโครงการนี้ จึงจำเป็น ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น ความคึกคัก แต่โครงการนี้ จะต้องควบคู่ไปกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการทางเศรษฐกิจที่ต้องทำให้มองเห็น ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่รัฐบาลต้องทำให้สอดคล้องกันให้ได้

รัฐบาลจำเป็นต้องแจกเงินเป็นเงินดิจิทัลเพื่อบังคับให้มีการ ใช้จ่าย ส่วนคนที่จะมาขึ้นเงินต้องลงทะเบียนและเสียภาษีด้วย การแจกเงินอาจจะได้ไม่พร้อมกัน และอาจจะได้ใช้เงินในช่วงที่มีวันหยุด เช่น ปีใหม่ หรือสงกรานต์ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ เชื่อว่า 90% น่าจะกลับไปใช้แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เนื่องจากมองว่าการพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลานานและยุ่งยาก

ด้าน นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจต้องมีการ กระตุ้น และแก้ไข แต่ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะต่อให้เป็นการใช้จ่ายในระดับหมู่บ้านก็ตาม เป็นไปได้ยากที่โครงการนี้จะยั่งยืน

สิ่งที่อยากเห็นคือ นำเงินส่วนนี้ไปช่วยในกำลังผลิต เช่น แหล่งน้ำ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ทุกหมู่บ้าน ที่ไปศึกษาเรื่อง ดังกล่าวจากการเดินทางไปต่างประเทศ เช่น ยูเอ็น ซึ่งเป็นเป้าหมายทั้ง 17 เป้าหมาย ของ Sustainable Development Goals (SDGs) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าโลกจะดีขึ้น แต่กลับไม่นำเรื่องดังกล่าวมาขับเคลื่อนเลย

นี่คือวิธีคิด วิธีทำงานที่ต้องเพิ่มศักยภาพ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ใช่หวังให้คนใช้จ่ายแล้วเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างยั่งยืน

อีกทั้งขณะนี้รัฐบาลกำลังจะทำผิดกฎหมายหลายอย่าง จึงขอให้ฟังสำนักงบประมาณในการของบประมาณนำมาใช้ในโครงการนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการขาดดุล และผิดวินัยการเงิน การคลัง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริลลินช์ภัทร จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีแต่การถกเถียงเรื่อง แหล่งเงิน แทนที่จะให้หน่วยงานราชการช่วยกันนำไปคิด แต่ เชื่อว่าประชาชนน่าจะบริหารจัดการการใช้จ่ายภายในครอบครัว ตัวเองได้ หากนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ทั้งเรื่องซอร์ฟเพาเวอร์ และการท่องเที่ยว เอื้อไปด้วยกัน จะทำให้ภาคประชาชนเกิดความมั่นใจว่าที่รัฐบาลทำเป็นสิ่งที่ดี

ที่ผ่านมาผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่เคยคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน