บีบีซีรายงานวันที่ 3 พ.ย. ว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) แถลงว่า “ปิดล้อมเมืองกาซ่า” ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว หลังโจมตีพื้นที่ซ่องสุมของฮามาส รวมถึงด่านหน้า สำนักงานใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทางตอนเหนือของฉนวนกาซ่า ภายหลังกองกำลังฮามาสยิงถล่มอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. จากนั้นอิสราเอลรุกคืบตอบโต้อย่างหนัก พร้อมสั่งให้ชาวเมืองกาซ่าเร่งอพยพไปทางใต้ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.

โดยในช่วง 28 วันที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการปะทะระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังฮามาสเกือบ 10,697 ราย ในจำนวนนี้เป็นเหยื่อในอิสราเอล 1,440 ราย อีก 9,257 รายเป็นผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซ่า ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีเด็กมากกว่า 3,760 ราย

ด้านสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า โรงเรียน 4 แห่งในฉนวนกาซ่าที่ใช้เป็นศูนย์พักพิง ได้รับความเสียหายอย่างมากในช่วงเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจากการโจมตีด้วยระเบิดรุนแรง 2 ครั้ง หนึ่งในโรงเรียนที่เสียหายอยู่ในพื้นที่ค่ายผู้อพยพจาบาเลีย มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และโรงเรียนอีกแห่งซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้อพยพอัล-ชาตี เสียหายมากเช่นกันและมีเด็กเสียชีวิต 1 ราย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลระดมทิ้งระเบิดสองวันติดต่อกัน

ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลในฉนวนกาซ่านั้นเพิ่มขึ้นเป็นรายชั่วโมง และมีความกังวลมากโดยเฉพาะผู้ป่วยระยะยาว ทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวาน มะเร็ง และหัวใจ รวมกันประมาณ 350,000 คน ทั้งยังมีชาวเมืองกาซ่าราว 1,000 คนที่ต้องได้รับการฟอกไต และทารกคลอดก่อนกำหนดกว่า 130 คนที่ยังอยู่ในตู้อบ ก่อนเกิดความขัดแย้งครั้งล่าสุดมีผู้ป่วย 100 คนถูกส่งจากฉนวนกาซ่าทุกวันเพื่อรับการรักษาเฉพาะทางในอิสราเอล แต่การปะทะทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแล ซ้ำร้ายยังพบผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ท้องเสีย และโรคผิวหนังเพิ่มมากขึ้นด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน