คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เป็นเลขาธิการ สำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนที่ 8 และถือเป็นหญิงเหล็กคนที่ 2 ของสำนักงานก.ล.ต. ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้
ท่ามกลางโลกของการลงทุนมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงเร็วมากอยู่ตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก.ล.ต. กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาของผู้ลงทุน ที่ยังบอบช้ำอย่างหนักหน่วง จากกรณีหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ที่ยังไม่ทัน ได้หายใจหายคอ
ยังมาโดนกระหน่ำซ้ำด้วยหุ้นบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เข้าให้อีก ไหนจะเรื่องการหลอกลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่แพร่หลาย ดูดเงินประชาชนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะปราบได้หมด
โดยนางพรอนงค์ถึงกับกล่าวในวันพบปะสื่อมวลชน “Meet the Press” เป็นครั้งแรกว่า หลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงเดือนแก่ไปเยอะ แต่ความตั้งใจเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ นอกจากจะตั้งหลักตั้งธงกอบกู้ความเชื่อมั่น (Trust) ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence) ให้กับตลาดทุน ด้วยความมุ่งมั่นอยากให้ตลาดทุนทำหน้าที่ให้ประชาชนคนไทยทุกชนชั้นมีสุขภาวะทางการเงินที่ดีขึ้น (Financial Well Being)
ในส่วนของการพัฒนาและการกำกับตลาดทุนไทย เพื่อเป็นกลไกหลักให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเป็นช่องทางที่ทำให้ ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชนต่างๆ ของไทย ทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการขยายธุรกิจ ให้สามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันตลาดทุนก็ควรเป็นเครื่องมือของการออมระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว โดย ก.ล.ต. จะเป็นผู้ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ลงทุน ภายใต้การพัฒนาเครื่องมือการออมต่างๆ ผ่านสินค้าการลงทุนที่ครอบคลุม ตามฐานความเสี่ยง อาทิ ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond)
แต่ทั้งนี้ ด้วยขนาดของตลาดทุนที่มีความใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ก.ล.ต. คงดำเนินการเพียงลำพัง ไม่ได้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจ และบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น
นอกเหนือไปกว่านั้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ต้องการส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SD) และความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่สำคัญอยากให้ตลาดทุนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของคนรวย เพียงกลุ่มเดียว แต่อยากให้เป็นของทุกคน
“ไม่อยากให้ตลาดทุนเป็นเพียง “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” แต่อยากให้ตลาดทุนเป็นที่พึ่ง และเป็นกลไกหลักให้ประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (Well Being) โดยต้องการให้คนไทยเข้ามาใช้ประโยชน์ของตลาดทุนได้ ในด้านการส่งเสริมสุขภาวะทางการเงินของคนไทยให้ดียิ่งขึ้นไปได้มากกว่าในยุคที่ผ่านมา”

นางพรอนงค์กล่าวว่า ในเบื้องต้นสิ่งที่ต้องการเห็น คือ การทำอย่างไรให้คนไทยออมเงินโดยผ่านการลงทุนในตลาดทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้บริษัทและบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มาระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ประเภทที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) ซึ่งแม้ว่าตราสารประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูง เมื่อมีความเสี่ยงสูงก็ต้องมีผลตอบแทนที่สูง ดังนั้นอาจให้มองเป็นการกระจายการลงทุน และสอดคล้องกับคนที่รับความเสี่ยงได้
อย่างไรก็ดี ก่อนที่นางพรอนงค์จะรับตำแหน่งเลขาฯ ก.ล.ต. ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในอนุกรรมการ การออกเกณฑ์ของก.ล.ต. ตั้งแต่ปี 2555 รวมถึงเป็นคณะทำงานของก.ล.ต. เรื่อยมา และยังมีส่วนร่วมในการช่วยจัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับที่ 4 ด้วย ตลอดจนยังเป็นกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ตั้งแต่ปี 2557-2564 เรียกได้ว่าคุ้นเคยกับก.ล.ต. ดี และดีพอที่จะรู้ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และเป็นมุมมองจากภายนอกมองเข้ามา
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพัฒนาเกณฑ์ในการออกกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ นี้ มีอยู่แล้ว ก็อยากจะส่งเสริม กิจกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยจะกระตุ้น ให้คนมาออมเงินผ่านตลาดทุน ซึ่งเชื่อว่า สินค้า ผลิตภัณฑ์ มีเพียงพอแล้ว แต่จะส่งเสริมให้บริษัทและบริษัท จดทะเบียน (บจ.) มาระดมทุนผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ หรือเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนต่ำ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างการรับรู้เพื่อเป็น ทางเลือกในการลงทุนให้กับสมาชิกกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ (PVD) ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อรองรับในวัยเกษียณ โดย ก.ล.ต. ไม่เพียงแค่อยากจะขยายให้คน มาเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่อยากให้ออมเพิ่มขึ้น
แต่จะทำอย่างไรที่จะสร้างการรับรู้ว่าคนอายุน้อย ก็ลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงได้มากหน่อย อายุมากขึ้น ก็ปรับแผนลงทุนตามฐานความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในแผนที่จะดำเนินการ โดยต้องคุยกับสายงาน เพื่อหา ความร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เนื่องจากโดยส่วนตัวผ่านงานวิชาการพบว่า คนไทยออมน้อย ออมสั้น ออมไม่พอ
เลขาฯ ก.ล.ต. ยังได้อัพเดตความคืบหน้ากรณี หุ้น STARK และหุ้น MORE ซึ่งในบริบทของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือว่า ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และส่งต่อไปยังหน่วยงาน ที่อยู่ในกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ เช่น กรมสอบสวน คดีพิเศษ (DSI) และหลังจากนี้จะมีการแถลงความ คืบหน้าร่วมกัน
“ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีกว่า 800 บริษัท อยู่ในระดับที่ค่อนข้างเยอะมาก ดังนั้น ในตลาดย่อมมีเด็กดี เด็กเกือบดี หรือเด็กที่หลวมๆ เราก็ต้องไปดูระบบเหล่านั้น ซึ่งก็จะได้เห็นเมื่อมีการดำเนินการแล้ว ผลที่จะเกิดในอนาคตที่ไกลหน่อย ก็ไม่ควร มีเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติม หรือความรุนแรงต่างๆ ควรจะลดน้อยลง ก็ต้องมีทั้งป้อง ปราม และปราบ”
เลขาฯ ก.ล.ต. กล่าวและว่า ดังนั้น Quick Win หรือแผนปฏิบัติงานเร่งรัด คงต้องให้ความเชื่อมั่น ตรงการปราบก่อน โดยส่วนตัวมองว่าก่อนที่ตนจะเข้ามา เป็นเลขาฯ ของเดิมทำไว้ดีอยู่แล้ว ส่วนการป้องกับ การปราม ต้องมีการถอดบทเรียนจากกรณีหุ้น MORE และ STARK
ทั้งนี้ มองว่าเวลามีความเสี่ยงเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้ระเบียบเดียวกันในการจัดการ ความเสี่ยง หรือเรียกว่า Same risk Same rule แต่โดยส่วนตัวมองว่า ความเสี่ยงเหมือนกันควรต้องเห็นผลลัพธ์ของการกำกับเหมือนกัน ซึ่งจะออกเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยผ่านการประสานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานก.ล.ต.จะไม่คิดเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้ดีกับอุตสาหกรรมและดีกับระบบ
ในส่วนของวิสัยทัศน์ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล หรือดิจิทัล แอสเสท ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล (พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561) โดยในส่วนของการพัฒนาอะไรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเป็นเรื่องของการระดมทุน ก.ล.ต.อยากให้เกิดภาพที่ไม่เหลื่อมล้ำกับ หลักทรัพย์ดั้งเดิม
ดังนั้นในปัจจุบันสำนักงานกำลังอยู่ในกระบวนการปรับแก้กฎหมาย ให้สินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นสินทรัพย์ ในการลงทุน (Investment Token) มาอยู่ในพ.ร.บ. หลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาการกำกับอยู่บนเกณฑ์เดียวกัน
เลขาฯ ก.ล.ต. กล่าวด้วยว่า โลกในอนาคตจะเป็น Digital Economy ซึ่งจะมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ดังนั้นสำนักงานอยากจะส่งเสริม ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภค และภายใต้กฎหมาย เช่น ไม่ส่งเสริมการเก็งกำไร ในคริปโต โดยทำงานร่วมกับสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะทำอย่างไรให้แข่งขันได้ ภายใต้บริบทที่เหมาะสมกับประเทศ ซึ่งบางเรื่องต้องไปคุยต่อกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องความชัดเจนของภาษี
ดังนั้นสรุปคือ การกำกับตามฐานความเสี่ยง ถ้าเสี่ยงมากกำกับเข้ม เสี่ยงน้อยเราก็ปล่อย อย่างเช่น Utility Coin แลกไมล์ เป็นต้น ก.ล.ต.ก็ไม่ไปกำกับ เพราะไม่อยาก เข้าไปปิดกั้นพัฒนาการที่ดีกับคนที่ใช้งาน
อย่างไรก็ดี เกณฑ์การกำกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คาดว่าในปลายปีนี้จะมีความชัดเจน
เลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ ยังได้กล่าวในช่วงท้ายว่า ก.ล.ต. มีอายุครบ 30 ปี จำเป็นจะต้องปรับทั้งกรอบความคิด (มายด์เซ็ต) วิธีการทำงาน พร้อมกับดึงเอาเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อให้บทบาทในการพัฒนาตลาดทุนมีความชัดเจนมากขึ้น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้มากขึ้น
สุดท้ายจะทำให้คนเข้ามาใช้ตลาดทุนเพื่อยกระดับ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น