เนื่องในโอกาสยูเนสโกยก “เมืองศรีเทพ” จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย กองบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงร่วมกับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดงานเสวนาสโมสรศิลปวัฒนธรรม “ศรีเทพ : มรดกโลกในไทยและในต่างแดน”

โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี มาร่วมพูดคุยในหัวข้อดังกล่าว มีประชาชนเข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนมาก ที่ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวว่า เรื่องเมืองศรีเทพจะขอแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.สัณฐานและผังเมือง 2.ประวัติศาสตร์ศิลปะ และ 3.มรดกทางวัฒนธรรมของศรีเทพ โดยเรื่องสัณฐานและผังเมืองปัจจุบันที่เห็นจะมีรูปร่างคล้ายสนามหลวง มีเมืองในและเมืองนอก แสดงว่า ศรีเมืองเป็นเมืองที่มีการตั้งถิ่นฐานหลายสมัย จึงมีการขุดคูน้ำคันดินขยายออกจากเมืองในไปเมืองนอก

เมืองในจะมีหลักฐานทางวัฒนธรรมปรากฏอยู่เยอะกว่า ตั้งเมืองโดยอาศัยภูมิประเทศเป็นหลัก รูปแบบเหมือนวัฒนธรรมทวารวดี พุทธศตวรรษ 1100-1300 มีการขุดคูน้ำคันดินเป็นแนวล้อมชุมชน เพื่อใช้ป้องกันหรือกักเก็บน้ำในเมือง ก่อสร้างศาสนสถานที่กลางเมือง คือเขาคลังในและปราสาทอีก 2 หลัง มีพระสถูปขนาดใหญ่คล้ายทวารดี ถูกสร้างอยู่ที่นอกเมือง ที่สนใจคือคูน้ำในศรีเทพ ไม่ได้ถูกสร้างให้ติดต่อกับลำน้ำใด แม้จะมีลำน้ำป่าสักอยู่ห่างไปไม่ไกล ซึ่งแปลว่าเมืองนี้ตั้งมาในพื้นที่ที่ถูกเลือกแล้วว่าไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับเส้นทางน้ำก็ได้ แต่อาจจะสร้างเมืองนี้ขึ้นมาด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อยู่บนเส้นทางการคมนาคมระหว่างภูมิภาคหรือเส้นทางการค้า

เมืองเสมา สูงเนิน โคราช น่าจะเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์มากกับศรีเทพ มีลำน้ำ มีการขยายเมือง เหมือนศรีเทพ มีการสร้างเมืองซ้อนทับทำให้เห็นว่าเหมาะกับการตั้งถิ่นฐานจึงอยู่กันมาหลายสมัย ดังนั้นเมืองศรีเทพ โดยสัณฐานสัมพันธ์กับสมัยทวารวดี มีความพิเศษคือตั้งอยู่ไม่สัมพันธ์กับลำน้ำธรรมชาติ 100% เชื่อว่ามีการสร้างเมืองบนพื้นที่กันดารน้ำหรือมีหายนะที่เกิดจากน้ำได้ ด้วยเหตุอยู่ห่างแม่น้ำป่าสักไม่ไกล คนศรีเทพอาจจะตั้งเมืองห่างออกมาเพราะเกรงฤดูน้ำหลาก

เรื่องต่อมาคือประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ใจกลางเมืองศรีเทพเป็นศูนย์รวมศิลปกรรมที่สำคัญร่วมสมัยทวารดีหรือวัฒนธรรมแบบเขมร จากหลักฐานการสร้างปราสาท 2 หลัง คือปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ด้านโบราณสถานเขาคลังในหรือเขาคลังนอกนั้น คำว่า เขาคลัง เป็นคำพื้นถิ่นที่คนศรีเทพใช้เรียก เพราะมีลักษณะคล้ายเขา คือมีเนินดินสูง คำว่าคลัง มาจากการที่มักจะพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมต่างๆ หรือวัตถุมีค่าอยู่ เหมือนคลังสมบัติ เขาคลังมีลักษณะผังสี่เหลี่ยมยาว ผืนผ้า มีบันไดทางขึ้น เป็นสิ่งก่อสร้างคล้ายวิหาร เหมือนสมัยราชวงศ์ คุปตะ-ปาละ ของอินเดียทางภาคเหนือ ประมาณ พ.ศ.1000-1200

เขาคลังในที่พบนั้นพังทลายเหลือแค่ฐาน กรมศิลปากรพบเศษ ปูนปั้น รูปคนแคระแบกเจดีย์เอาไว้ ซึ่งเหมือนคติปกรณัมของกรีกคือเรื่องแอตลาสแบกโลก คล้ายเป็นการสถาปนาอาคารให้เป็นเหมือนศูนย์กลางจักรวาล และพบลวดลายกระหนกผักกูด ซึ่งเจอในสมัย คุปตะ ค.ศ.800-900 ทำให้สะท้อนได้ว่าช่างที่เมืองศรีเทพ เข้าใจ รูปแบบกระหนกผักกูดของอินเดียอย่างมาก ศรีเทพจึงน่าจะเป็นศูนย์กลางของงานช่าง หรืออาจมีช่างอินเดียเข้ามาสอนคนพื้นเมือง จึงทำให้มีศิลปะที่เหมือนอินเดียทั้งที่อยู่ห่างกันมาก

นอกจากนี้ที่เขาคลังในมีสิ่งก่อสร้างหนึ่ง บริเวณบันได ทิศตะวันออกเฉียงใต้ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มุมมีการปรับแต่งด้วยหลักหินธรรมชาติ ตามหลักการวางเขตขัณฑสีมา หรือเขตศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งพบลักษณะนี้มากแถบลุ่มน้ำโขง เช่น โคราช การมีหลักหิน เป็นวัฒนธรรมทวารวดี ในภาคกลางไม่มี แสดงว่าเป็นกลุ่มคนที่ลงมาจากโคราช หรือ ลุ่มน้ำโขง
ที่ศรีเทพยังพบธรรมจักร พระพุทธรูป ทวารวดี รูปพระพุทธเจ้าล้อมรอบด้วยสาวก และพระโพธิสัตว์ รูปร่างคล้ายเศียรพระศรีอาริย์ เทียบกับที่พบในกลุ่มประโคนชัย (ต้นแม่น้ำมูน) ซึ่งจะมีมวยผมและปอยผม จุดนี้สะท้อนว่า คนศรีเทพ ติดต่อกับลุ่มน้ำมูน แต่ไม่ได้พบในสถานที่จริง จึงไม่สามารถเป็นหลักฐานชั้นต้นได้

“อีกสิ่งที่พบมากคือพระวิษณุมีเอกลักษณ์คือ พระวิษณุที่พบที่ศรีเทพจะทำแบบลอยตัว ไม่มีโค้งอะไรรองรับแสดงความเก๋าของช่างเมืองศรีเทพ ยังกล่าวได้ว่าเมืองไหนที่เจอ ร่องรอยทางศาสนาเยอะแสดงว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

ด้าน ดร.ทนงศักดิ์กล่าวว่า ตนเป็นคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยใน ต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย จึงพยายามสืบค้นรวบรวมวัตถุจากศรีเทพว่ามีหลุดไปที่ใดบ้าง และพยายามติดตามทวงคืน พบว่าโบราณวัตถุจากศรีเทพถูกพบตามที่ต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น พิพิธภัณฑ์นอร์ตันซิมมอน พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน พิพิธภัณฑ์ วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต กรมศิลปากรและรัฐบาลพยายามจะนำสมบัติของชาติกลับคืนมา เพื่ออธิบายศรีเทพได้ชัดเจนขึ้น

จากโบราณวัตถุที่พบที่ศรีเทพจะเห็น รูปแบบศิลปะแสดงให้เห็นชัดจากเครื่องนุ่งห่มเครื่องประดับ ความเชื่อทางศาสนาทำให้ นักวิชาการสันนิษฐานว่าต้นสมัยทวารวดี ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7/12 เมืองศรีเทพ อาจมีชาวอินเดียเข้ามาอยู่อาศัยเมื่อเริ่มต้นสังคมแรกเริ่มประวัติศาสตร์ จนทำให้เกิดการพัฒนาการทางสังคมอย่างรวดเร็วช่วงกลางสมัยทวารวดี ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8/13 และลักษณะเฉพาะของสกุลช่างศรีเทพ รูปแบบศิลปะจากสกุลช่างสารนาถ ศิลปะคุปตะของอินเดีย แสดงอิริยาบถ ยืนเอียงตน ครองผ้าห่มคลุมแนบลำตัว

“รูปแบบศิลปะทวารวดี สกุลช่างศรีเทพ มีพัฒนาการต่างออกไปคือ ช่างศรีเทพแกะสลักพระพุทธรูปที่แสดงให้เห็นลักษณะของโครงสร้างกล้ามเนื้อ เช่น กระดูกต้นคอหัวไหล่ ร่องอก ร่องแผ่นหลัง ซึ่งเป็นเอกภาพของตัวอย่างงานสร้างพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี” ดร.ทนงศักดิ์กล่าว

หลังจบการเสวนา รศ.ดร.ประภัสสร์นำชมหลักฐาน โบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ “เมืองโบราณศรีเทพ สู่มรดกโลก” ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย มีทั้งหมด 8 ชิ้น ได้แก่ พระ สุริยเทพ (พุทธศตวรรษที่ 12-13), พระสุริยเทพชิ้นที่ 2, พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ, พระวิษณุ 4 กร, เศียรพระโพธิสัตว์ไมเดรยะ, เศียรพระพุทธรูป, เศียรพระโพธิสัตว์ และชิ้นส่วนพระหัตถ์

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวปิดท้ายว่า นิทรรศการชุดนี้มีคุณค่า ทำให้เราสามารถประมวลผลโบราณวัตถุที่สำคัญในเมืองศรีเทพที่มีเทคนิคเฉพาะได้
ศูนย์ข้อมูลมติชน และมติชน อคาเดมี จัดกิจกรรม ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลก Round 2” ฟังเรื่องเมืองศรีเทพ ศูนย์กลางทวารวดีจริงหรือ? นำชมโดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล วันเสาร์ที่ 18 พ.ย.2556 เวลา 05.30-21.00 น. ราคา 3,900 บาท/ท่าน (รวมค่าเดินทาง ค่าเข้าชม ค่าอาหารกลางวันตลอดทริป) สำรองที่นั่ง โทร. 09-2246-4140 (หญิง) หรือ LINE ID : MatichonMIC