รัฐบาลตัดสินใจผิดมหันต์ ตัดสินใจเร็วไปหน่อย คิดไม่รอบคอบที่กำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม

หากพิจารณาเปรียบเทียบการบริโภคน้ำตาล จะเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนเลือกได้ว่าจะบริโภคหรือไม่ มีสัดส่วนการใช้น้ำตาลที่มากกว่าภาคครัวเรือน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1 กิโลกรัมต่อครัวเรือนต่อปี

การให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุมจึงสร้างผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร ที่ปัจจุบันต้องแบกภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดแมลงและวัชพืช ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนต่อไร่ประมาณ 12,000 บาท

ขณะที่ผลผลิตอ้อยลดลงจากควรอยู่ที่ประมาณ 13 ตัน เหลือเพียง 8-9 ตันต่อไร่ ภาพรวมปีที่แล้วมีผลผลิตอยู่ที่ 6-7 ล้านตัน แต่ปีนี้คาดจะเหลือเพียง 4 ล้านตัน อันเนื่องจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพื้นที่การปลูกลดลง

เมื่อมองย้อนกลับไปดูราคาขายน้ำตาลทรายของไทย จะพบว่าไม่ได้ปรับขึ้นราคามาแล้วกว่า 20 ปี

รัฐบาลตัดสินใจผิดมหันต์ ตัดสินใจเร็วไปหน่อย คิดไม่รอบคอบที่กำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม

การควบคุมของรัฐบาลในครั้งนี้ กระทบถึงความหวังของเกษตรกรที่ราคารับซื้อผลผลิต รอบปี 65/66 จะอยู่ที่ 1,400 บาทต่อตัน ต้องลดลงเหลือ 1,200-1,300 บาทต่อตัน

เกษตรกรต่อสู้ลงทุนลงแรงปลูกมา 1 ปี แต่พอเก็บเกี่ยวผลผลิตกลับไม่หลือกำไรเลี้ยงปากท้อง ส่งผลให้เกษตรกรตัดสินใจล้มเลิกอาชีพไปเรื่อยๆ ทำให้มีพื้นที่ปลูกอ้อยและปริมาณน้ำตาลภายในประเทศลดลง อาจทำให้ไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับที่ 2 ของโลก ต้องสูญเสียรายได้

ในทางกลับกัน รัฐควรเข้ามาส่งเสริมมากกว่าแทรกแซงราคา ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี เครื่องทุ่นแรงในการผลิตและเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมถึงการกู้เงินลงทุนล่วงหน้ากับ ธ.ก.ส.ได้โดยตรง และแก้ปัญหาผูกขาดการซื้อขายอ้อยของเกษตรกรจากโรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน