สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยฯ เขตพญาไท มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถี จัดเสวนาหัวข้อ “คุกคามทางเพศ กับนักการเมือง ผู้นำและอำนาจ” ที่สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยฯ เขตพญาไท เมื่อเร็วๆ นี้

น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่าขณะนี้ยังคงปรากฏเรื่องการคุกคามทางเพศอยู่ เป็นรูปแบบเดิมๆ คนที่ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ช่วงวัยอายุ 11-15 ปี มากถึงร้อยละ 50.5 และมักถูกกระทำจากคนรู้จักคุ้นเคย คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้กระทำกับ ผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจน ภายใต้โครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่

ด้าน น.ส.ธารารัตน์ ปัญญา นักกิจกรรมทางการเมืองและความเสมอภาคระหว่างเพศ กล่าวว่าปัญหาการคุกคามทางเพศถูกละเลยเพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้ผู้เสียหายและผู้ถูกกระทำไปไกล่เกลี่ยกันเองเพื่อให้เรื่องจบเร็วที่สุด เราไม่ยอมพูดถึงปัญหา ไม่มีแนวทางการปฏิบัติลงโทษที่ชัดเจน อีกทั้งปัจจุบันในชั้นพนักงานสอบสวนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ทำให้เหยื่อไม่กล้าเล่าปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ ให้ฟัง ประกอบกับทัศนคติที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง ทำให้การเขียนสำนวนอ่อนหรือมีช่องโหว่ จึงไม่ส่งฟ้อง ปัญหาไม่ถูกแก้ไข และผู้เสียหายเลือกที่จะเงียบ ขอให้กล้าพูดเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตนเอง การส่งเสียงของเราอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การแก้ไขป้องกัน

ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการขอความยินยอมก่อนมีสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาทางการสื่อสาร ด้วยกรอบบางอย่างทำให้การที่ผู้หญิงไทยจะพูดเรื่องนี้เป็นไปได้ยาก จึงเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่มักจะสื่อสารและทำให้เกิดปัญหาขึ้น เมื่อมีเรื่องการคุกคามทางเพศจะเห็นกรณีที่ฝ่ายชายบอกว่าเหยื่อยินยอมหรือไม่ได้ปฏิเสธ เป็นการผลักภาระมาให้ผู้หญิงว่าไม่พยายามปฏิเสธ ทั้งที่ในช่วงเวลาที่ผู้หญิงต้องเผชิญสถานการณ์เหล่านั้นมักเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว เกิดภาวะกลัวสุดขีด ไม่มีสติ สิ่งเหล่านี้เป็นความซับซ้อนของความยินยอม และบางครั้งความยินยอมก็ไม่ได้แปลว่าต้องการ สิ่งที่ควรทำเมื่อจะเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศคือ ถาม ฟัง และเคารพการตัดสินใจ

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่าพรรคก้าวไกลที่กำลังมีกรณีการคุกคามทางเพศอยู่เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ดึงดูดคนรุ่นใหม่ เมื่อภายในพรรคมีทั้งคนที่มีความคิดแบบใหม่กับคนที่มีความคิดแบบเก่าเรื่องเพศ อยู่รวมกันจึงเกิดปัญหาขึ้น เป็นภาพสะท้อนของสังคม ปกติเมื่อเกิดเรื่องขึ้น สิ่งที่พรรคการเมืองเคยทำคือเมื่อลาออกปัญหาก็จบ แต่ความจริงไม่ควรเป็นเช่นนั้น พรรคการเมืองหรือองค์กรควรมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติชัดเจนเมื่อเกิดปัญหาคุกคาม ทางเพศขึ้นและต้องเป็นแนวทางที่ละเอียดอ่อน คณะกรรมการที่พิจารณากรณีนั้น ต้องมีคนในและคนนอกองค์กร ขอบเขตที่พิจารณาทำอะไรได้บ้าง หากผู้เสียหายเป็นผู้หญิงควรมีผู้หญิงร่วมพิจารณา หรือผู้เสียหายเป็น LGBTQ ก็ควรมีเพศนั้นๆ ร่วมพิจารณา การพูดคุยมีได้หากเป็นความประสงค์ผู้เสียหาย ที่สำคัญคือระยะเวลาดำเนินการต้องมีและไม่ควรเกิน 30 วัน

“หากพรรคการเมืองจะมีข้อปฏิบัติในกรณีคุกคามทางเพศในพรรคนั้นก็ควรจะทำ และในฐานะที่อยู่ในฝั่งนิติบัญญัติ ควรมองภาพกว้างในเรื่องการเสนอข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว เพราะไทยขณะนี้กฎหมายการคุกคามทางเพศไม่ชัดเจน มักถูกตีความแล้วปัดตกไป การพัฒนากฎหมายนี้ให้ชัดเจนขึ้นจะเป็นที่พึ่งของผู้เสียหาย การเมืองจะพูดแค่เรื่องอุดมการณ์ไม่พอแล้ว สังคมเปลี่ยนไป ตัวตัดสินทางการเมืองจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องอุดมการณ์ แต่ต้องบอกว่าความเป็นธรรมทางเพศ พรรคคุณมีอุดมการณ์แบบไหน จะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองในอนาคต” ดร.วราภรณ์กล่าว