การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุม เมื่อวันที่ 14 พ.ย. และมีมติปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 2 บาท แม้จะไม่ได้ เป็นไปตามมติและข้อเรียกร้องของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลที่ขอให้มีการ ปรับขึ้น กิโลกรัมละ 4 บาท
ในส่วนนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยยังรับได้ เพราะการปรับราคาขึ้นให้เพียง 2 บาท ในส่วนแรกเพื่อส่งผลต่อราคาการขายอ้อยของกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายอ้อยเพิ่มมากขึ้นประมาณตันละ 40 บาท ซึ่งเป็นไปตามสภาพของต้นทุนการปลูกอ้อย ที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
แต่ยังไม่อนุมัติปรับขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ในส่วนที่จะนำเงินไปเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและรักษาเสถียรภาพราคาอ้อยและน้ำตาลทราย
เมื่อไม่มีเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ราคาอ้อยตกต่ำ ทางกองทุนจะไม่มีเงินที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือรักษาเสถียรภาพของราคาอ้อยและน้ำตาลทราย
ทำให้เป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องหาทางเข้ามาดูแลช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยต่อไป
เหมือนอย่างเช่นในปัจจุบัน ที่รัฐบาล มีการรณรงค์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยงดการเผาอ้อย และรณรงค์ให้มีการตัดอ้อยสด เพื่อลดปัญหาการเผาอ้อยจนเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5
การที่ให้เกษตรกรใช้วิธีการตัดอ้อยสดนั้น ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ในการตัดอ้อยถึงตันละ 180 บาท ซึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุนเงินในส่วนนี้มากถึงปีละ 8,000 ถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมา ยังคงค้างชำระอยู่ เนื่องจากยังต้องรอเสนอครม. ในการนำเงินมาใช้จ่ายในส่วนนี้
ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลต้องรับภาระ ในเรื่องนี้เช่นกัน