“ผมเห็นด้วยและผมสนับสนุนว่านี่ใช่แล้วที่กำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท พวกเราต้องช่วยกันพูดว่า ไม่ได้ไปช่วยคนยากจน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องให้เข้าใจ แล้ววินัยทางการเงินเราไม่ได้เสีย และเมื่อกระตุ้นแล้วต้องมีแผนที่สอง ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผมเชื่อมั่นว่าถ้าพวกเราสามัคคีกันทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง มองประเทศชาติเป็นหลัก เอาตัวเองเป็นที่สาม ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่ต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน”
คือช่วงหนึ่งในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ “90 ปีหอการค้าไทย กับการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย” ของนาย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในงานสัมมนาหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา
เจ้าสัวธนินท์ยังแสดงความเชื่อมั่น รัฐบาลเศรษฐา ว่าเข้ามาในเวลาที่ถูกต้อง โดยนายกฯ เศรษฐาเป็นนักธุรกิจจากภาคอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ หรือเบอร์ 1 ของประเทศ ออกบอนด์ดอกเบี้ย 4% กว่า แสดงว่าไม่ใช่นักธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักบริหารการเงินที่ยอดเยี่ยม และออกมาตรการทุกอย่างถูกต้องท่ามกลางเวลานี้ที่โลกไม่ปกติและมีวิกฤตเศรษฐกิจ
ไม่ใช่แค่ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เจ้าสัวยังเห็นด้วยกับนโยบายพักหนี้เกษตรกร ด้วยเหตุผลเพราะประเทศไทยต้องปกป้องสินค้าเกษตร รวมถึงเกษตรกรของไทย โดยเปรียบเทียบว่าสินค้าเกษตร ถือเป็นน้ำมันบนดิน ต้องไม่ไปคุมราคา แต่ต้องให้ราคาสูงเข้าไว้
หากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสามารถนำสินค้าเกษตรไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกสองเท่าสามเท่า ก็จะนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกมาก “สินค้าเกษตรเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะงอกจากแผ่นดิน และสามารถปลูกได้ใหม่ ขณะที่น้ำมันใช้แล้วหมดไป”
ไม่ใช่พอราคาสินค้าเกษตรสูงก็ไปจำกัดราคา เรื่องนี้ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะไปจำกัดราคาสินค้าเกษตร เพราะถ้าเกษตรกรมีต้นทุนแพงก็ต้องไปจัดการและเพิ่มผลผลิต ถ้าไปจำกัดราคา จะทำให้เกษตรกรยากจน ทำให้เขาเสียหายและเสียโอกาส ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีประเทศไหนที่ไปกดราคาสินค้าเกษตร
“ไม่ใช่ผมทำสินค้าเกษตรแล้วมาเชียร์” เจ้าสัวธนินท์ กล่าวและว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกพรรคการเมือง นักธุรกิจ ราชการ ต้องมองประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก
สำหรับนักธุรกิจ ประเทศชาติประชาชนต้องมาก่อน บริษัทมาทีหลัง ถ้าประเทศอยู่ไม่ได้ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ
แล้วพวกเราที่ผลิตสินค้าจะขายให้ใคร
มันฯ มือเสือ