ออกเดินทางท่อง ตุรกี กันต่อกับทีม ผู้บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี นำโดย นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคทีซี และ นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร ว่าที่ซีอีโอหญิงคนแรกของเคทีซี ในงาน “The story continuesthe next journey begins”

ทีมผู้บริหารเคทีซีร่วมตะลุยคัปปาโดเกีย
หลังจากดื่มด่ำกับเมืองอิซมีร์ เมืองใหญ่ริมชายฝั่งทะเลอีเจียน ที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสามของตุรกี และเมืองเอฟิซุส เมืองประวัติศาสตร์ทางใต้ของอิซมีร์แล้ว เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ “เมืองคัปปาโดเกีย” หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อและกิจกรรมลอยบอลลูนอากาศร้อนชมความงามของธรรมชาติสรรค์สร้างที่ดึงผู้คนจากทั่วโลก

ภูมิประเทศที่ราบสูงเมืองคัปปาโดเกีย
คัปปาโดเกียตั้งอยู่ทางตะวันออกของ อานาโตเลีย บริเวณตอนกลางของตุรกี เป็นที่ราบสูงที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3-9 ล้านปีก่อน เลยเต็มไปด้วยยอดภูเขาไฟและหินทูฟา ซึ่งเกิดจากลาวาและเถ้าถ่านทับถมกันจนเกิดเป็นพื้นดินชั้นใหม่ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปีพ.ศ.2528

คัปปาโดเกียแบบพาโนรามา
ด้วยภูมิประเทศแบบที่ราบสูงนี้ การเที่ยวชมคัปปาโดเกีย ด้วยการล่องบอลลูนจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะได้เห็น วิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาและใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ เวลาที่นิยมขึ้นบอลลูนคือตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณตี 4 เพื่อให้ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้น

เช้ามืดกับบรรยากาศรอบอลลูนพร้อมทะยานขึ้นฟ้า
แน่นอนว่าการล่องบอลลูนมีความเสี่ยง แต่คนควบคุมบอลลูนของเอเยนซี่ทัวร์ที่นี่มีความชำนาญมาก นอกจากนี้ยังมีการฝึกขั้นตอนด้านความปลอดภัยสั้นๆ ก่อนขึ้นบินด้วย
บอลลูนลูกใหญ่ที่ค่อยๆ พาคณะทัวร์กว่า 20 คนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิดด้วยแรงลมและไฟสว่างวาบที่พ่นอากาศร้อน แม้จะไม่มีเครื่องยนต์ แต่บอลลูนก็ไต่ระดับขึ้นสู่ฟ้ากว้างได้อย่างนิ่มนวล

บอลลูนหลากสีละลานตาตัดกับฟ้าใส
ขณะเดียวกันบอลลูนอีกหลายสิบลูกก็ทยอยลอยละล่องออกเดินทางพานักท่องเที่ยวจำนวนมากที่แห่กันมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ปกติหลายคนจะไม่ชอบแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนแออัด แต่ที่นี่ยิ่งเยอะ ยิ่งดี เพราะจะได้เห็นบรรยากาศบอลลูนหลากสีสันแต่งแต้มท้องฟ้าโปร่ง
นอกจากความรู้สึกว้าวของการล่องบอลลูนที่บอกเลยว่าต้องลองสักครั้งในชีวิตแล้ว สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึงคือ รูปลักษณ์สุดแปลกตาของภูเขาและหินรูปทรงต่างๆ

ชมบอลลูนลอยฟ้าจากโรงแรมถ้ำในคัปปาโดเกีย
ถ้าใครไม่กลัวความสูงแค่ลองมองลงมาจากบอลลูนจะได้เห็นหินรูปกระโจม ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” และยังมีภูเขาที่เป็นริ้วๆ มองบางมุมเหมือนหาดทรายขาวที่ถูกลมพัดเป็นริ้วหรืออีกมุมก็คล้ายวิปครีมแต่งหน้าขนม
ส่วนใครที่ไม่อยากล่องบอลลูน สามารถชมวิวจากโรงแรมถ้ำทั่วเมืองคัปปาโดเกีย ส่วนใหญ่มีระเบียงจัดเตรียมพร้อมพร็อพถ่ายรูปเก๋ๆ สร้างบรรยากาศดูบอลลูนพร้อมวิวเมืองสวยไปอีกแบบ

ลัดเลาะสู่นครใต้ดินเมืองไคมักลี
ขึ้นที่สูงแล้วพาเปลี่ยนบรรยากาศลงไปเยี่ยมชม “นครใต้ดินเมืองไคมักลี” หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งคือ นครใต้ดินเดอรินคุยู หนึ่งในนครใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในคัปปาโดเกีย เป็นนครใต้ดินที่น่าอัศจรรย์ ขึ้นชื่อและมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยียนเยอะที่สุดในบรรดานครใต้ดินของคัปปาโดเกียที่มีอยู่มากมายกว่า 40 แห่ง
มีการพบตราประทับที่บ่งบอกว่าชาว ฮิตไทต์เคยอยู่ตามเมืองใต้ดินบางแห่ง ต่อมาชาวคริสต์ใช้เป็นที่หลบภัยจากชาวโรมัน รวมถึงการรุกรานของชาวอาหรับและชาวเติร์ก
ที่นี่เปิดให้เข้าชมวิถีชีวิตของผู้คนที่เคยอยู่ในนครใต้ดิน โดยสามารถลงไปลึกสุดได้แค่ชั้น 4 เท่านั้น เดินลัดเลาะไปตามช่องทางที่กว้างกว่าตัวคนขนาดปกติเล็กน้อย บางช่วงต้องย่อเข่าเพื่อผ่านไปตามห้องต่างๆ

ห้องต่างๆ ของนครใต้ดิน
นครใต้ดินไคมักลีมีความลึกเกือบ 100 เมตร แบ่งเป็นชั้นซับซ้อนราวกับค่ายกล มีทั้งโรงเก็บม้า คอกสัตว์ ก้องเก็บไวน์ บ่อน้ำ ห้องครัว ห้องนอน และห้องประชุม แต่ถึงจะอยู่ลึกลงไปใต้ดินก็ยังหายใจได้ค่อนข้างสบายด้วยระบบช่องอากาศที่เป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของคนในยุคนั้น สามารถนำอากาศจากด้านบนลงมากระจายไปทั่วทุกห้องได้อย่างแยบยล
นครใต้ดินเมืองไคมักลีมีความจุรองรับจำนวนผู้คนได้กว่า 30,000 คนในสมัยนั้น และอยู่ได้นานครั้งหนึ่งกว่า 3-5 เดือนเลยทีเดียว
วิถีชีวิตของชาวนครใต้ดินไคมักลีในตอนกลางวันมักจะอาศัยอยู่ในถ้ำ พักผ่อน ทำไวน์ หมักเบียร์ และเลี้ยงสัตว์เล็กจำพวกเป็ดและไก่ เมื่อพระอาทิตย์ตกพวกเขาจะออกไปทำกสิกรรมและเก็บเกี่ยวผลผลิตมากักตุนไว้เป็นเสบียงในยามถูกข้าศึกโจมตี
ความน่าอัศจรรย์ของนครใต้ดินแห่งนี้คือทุกตารางนิ้วในถ้ำที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่ ล้วนแต่สร้างขึ้นจากแรงกายของคนในสมัยก่อนกว่า 2,000 ปีมาแล้วโดยปราศจากเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใดๆ

ต้อนรับสู่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม
ไม่ไกลกันมี “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม” ที่มีโบสถ์ถ้ำกว่า 30 หลัง อายุราว 1,000 ปี แต่ละแห่งเต็มไปด้วยภาพเขียนสีผนังและเพดาน ได้รับทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2528 เช่นกัน สร้างขึ้นโดยชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแผ่ศาสนาและป้องกันการรุกรานของชนเผ่าหรือลัทธิอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์

ที่ตั้ง‘โบสถ์มืด’แห่งเกอเรเม
ไฮไลต์ของที่นี่เป็น “โบสถ์มืด” แห่งเกอเรเม ตั้งตระหง่านอยู่มุมหุบเขาเกอเรเม ภายในมีภาพเขียนเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าทางศิลปะและการอนุรักษ์มากที่สุดของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับคริสตจักรในภูมิภาคคัปปาโดเกีย

ภาพเขียนเก่าแก่ของคริสตจักรในภูมิภาคคัปปาโดเกีย
โครงสร้างของพื้นที่ด้านในเป็นไปตามความนิยมของสมัยจักรวรรดิไบแซนไทน์ โดมหลังคาตรงกลางมีภาพพระคริสต์ผู้ทรงสรรพานุภาพ และผนังด้านอื่นๆ มีภาพเหตุการณ์ชีวิตของพระเยซู รวมถึงนักบุญ
ห่างจากเกอเรเม ไป 5 กิโลเมตรมี “ปราสาทอูชิซาร์” ปราสาทที่ดูละม้ายคล้ายจอมปลวกแห่งนี้เป็นภูเขารูพรุนที่เป็นจุดสูงสุดของ คัปปาโดเกีย เคย เป็นป้อมปราการธรรมชาติ

ปราสาทจอมปลวก‘อูชิซาร์’
กิจกรรมยอดนิยมคือเส้นทางเดินเท้าระหว่างอูชิซาร์กับเกอเรเม ห่างกันราวๆ 4 กิโลเมตร แม้ทางขึ้นสู่จุดสูงสุดจะชวนให้หอบแฮก แต่เมื่อเห็นวิวแบบ 360 องศาจากด้านบนตอนพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า บอกได้เลยว่าความเหนื่อยที่สะสมมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง จบทริปลอยบอลลูน เคียงฟ้า-ย่อขาลัดเลาะนครใต้ดินได้อย่างลงตัว

จุดสูงสุดของคัปปาโดเกียบนปราสาทอูชิซาร์
ทัวร์ตุรกีกับเคทีซียังไม่จบเพียงแค่นี้ ตอนหน้าถึงคราวเช็กอิน “อิสตันบูล” เมืองสองทวีปที่หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองหลวงของตุรกี
แต่จะมีความสำคัญอย่างไรและเที่ยวที่ไหนต้องติดตามต่อในบทความครั้งหน้า
ณอร อ่องกมล