วันที่ 8 ธ.ค.2566 วันครบรอบ 34 ปี มรณกาล “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)” อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ ผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อวงการสงฆ์ไทย
ย้อนไปในช่วงปี พ.ศ.2505 มีข่าวใหญ่สะเทือนวงการสงฆ์ เมื่อพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จรูปหนึ่ง ถูกกล่าวหาต้องอธิกรณ์ว่ามีพฤติกรรมบ่อนทำลายชาติและพระศาสนา
ผู้ถูกกล่าวหา คือ พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ)
กาลต่อมา เมื่อพ้นมลทิน ศาลฎีกา มีคำพิพากาษยกฟ้อง จึงได้รับพระราชทานคืนสมณศักดิ์ และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
มีนามเดิม คำตา ดวงมาลา ต่อมาเปลี่ยนเป็น “อาจ” เกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2446 ที่บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น
พ.ศ.2459 บรรพชาที่วัดศรีจันทร์ ต.บ้านโต้น จ.ขอนแก่น โดยพระอาจารย์หน่อ เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ เรียนอักษรลาวและหนังสือไทยควบคู่กันไป มีพระอาจารย์หนู เป็นครู จนมีพื้นฐานทางอักษรลาวและภาษาไทย
พ.ศ.2460 สมัครเข้ารับการอบรมวิชาครูที่โรงเรียนประจำจังหวัด สอบไล่ได้เป็นอันดับ 4 บรรจุเป็นครูประชาบาลอยู่ 3 ปี ก็ลาออกเพื่อมาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ
ช่วงแรกมาพำนักชั่วคราวที่วัดพระยายัง แล้วย้ายไปอยู่วัดชนะสงคราม สมัครเรียนบาลี-นักธรรมที่วัดมหาธาตุ
แล้วจึงย้ายมาอยู่วัดมหาธาตุใน ความปกครองของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)
พ.ศ.2466 อุปสมบท ที่พัทธสีมา วัดมหาธาตุ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (เฮง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พยายามฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งบุคลิก ลักษณะ ความประพฤติปฏิบัติ และความขยันหมั่นเพียร จนสำเร็จเป็นเปรียญธรรม 8 ประโยค
เพียง 12 พรรษา ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีสุธรรมมุนี
ก่อนขึ้นเป็นชั้นราชในราชทินนามเดิม ชั้นเทพที่พระเทพเวที ชั้นธรรมที่ พระธรรมไตรโลกาจารย์
ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระราชา คณะเจ้าคณะรองที่พระพิมลธรรม
สุดท้ายได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จ พระพุฒาจารย์ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี พ.ศ.2528
เป็นพระมหาเถระฝ่ายอภิธรรมปิฎก และมีความรู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน เป็นแบบอย่างในสายวัดมหาธาตุสืบมา
เป็นผู้มีคุณูปการอย่างมากต่อการ ศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ฝ่าย มหานิกาย นั่นคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย
มีบทบาทต่อคณะสงฆ์ไทยอย่างสูง ทั้งทำนุบำรุงกิจการที่มีอยู่แล้วให้เจริญวัฒนาขึ้น และต่อเติมเสริมสร้างสิ่งที่ยังไม่มี อาทิ ด้านการปกครอง เป็นสมาชิกสังฆสภา เจ้าคณะตรวจการภาค 4 สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ฯลฯ
ด้านการศึกษา เป็นผู้อำนวยการศาสนศึกษา กรรมการแปลพระไตรปิฎก เป็นหัวหน้าตรวจสำนวนฝ่ายพระอภิธรรม ฯลฯ
ฟื้นฟูวิปัสสนาธุระ ด้วยการจัดตั้ง สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุเป็นแห่งแรก เสริมสร้างให้วัดมหาธาตุฝึกสอนวิชาพระพุทธศาสนาเต็มบริบูรณ์ ทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ
จนเป็นสำนักศึกษาใหญ่ของ พระภิกษุสามเณร และพุทธศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน
จากจุดเริ่มต้นด้วยการเป็นพระนักเผยแผ่ ก้าวขึ้นมาเป็นนักปกครอง และเป็นพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ ด้วยวัยเพียง 46 ปี บ่งบอกถึงความสามารถขั้นเอกอุ
แต่ที่พิสูจน์จิตใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมสูงส่ง จนสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ คือเหตุการณ์ครั้งใหญ่ ในระหว่าง พ.ศ.2505-2509 ด้วย ความที่อุตสาหวิริยะ จนทำให้การศึกษาพระอภิธรรมปิฎกมาสถิตอยู่ในเมืองไทย
ส่งผลให้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูลว่า บ่อนทำลายความสามัคคีของคณะสงฆ์และถูกป้ายสี ว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
จนถูกจับสึกแล้วนำไปคุมขังเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปี โดยคณะรัฐบาลยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
แม้จะถูกบังคับจับสึก ถอดสมณศักดิ์ ถอดจากจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ปลดหน้าที่การงานทางคณะสงฆ์ทุกตำแหน่ง แต่สิ่งที่ท่านไม่ยอมรับคือถูกให้ลาสิกขา ยังคงยืนยันในความเป็นผู้บริสุทธิ์
ตลอดเวลาที่ถูกคุมขัง ยังรักษาประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย และนุ่งขาวห่มขาว กระทั่งกลับคืนสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างสง่างามอีกครั้ง
มรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2532 สิริอายุ 86 ปี