กรรมการไตรภาคีจังหวัดตรัง ซึ่งประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายราชการ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง ได้พิจารณาและมีมติร่วมกันเสนอรัฐบาลขอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 5 บาท

แต่ในการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีของรัฐบาล ได้พิจารณาปรับขึ้นให้เป็น 6 บาท จากเดิมค่าจ้างขั้นต่ำจ.ตรังอยู่ที่วันละ 332 บาท ปรับขึ้นเป็นวันละ 338 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ภาคเอกชนรับได้

มาถึงเวลานี้นายจ้างเข้าใจสถานการณ์ความจำเป็นว่า จะต้องปรับค่าแรงขึ้น แต่ต้องปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าจะให้ปรับแบบก้าวกระโดด ภาคเอกชนคงรับไม่ได้

จากการติดตามค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดใกล้เคียงกันพบว่าอยู่ในระนาบที่ใกล้เคียงกัน เช่น กระบี่ ปรับขึ้น 7 บาท สตูล 8 บาท นครศรีธรรมราช 10 บาท ตัวเลขอยู่ในทิศทางที่ไม่ทำให้แรงงานเกิดการเคลื่อนย้าย จึงยืนยันอยากให้รัฐบาลยืนตามมติเดิมของไตรภาคีจังหวัดและไตรภาคีรัฐบาล ไม่อยากจะให้มีการทบทวนใหม่

หากเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับนี้ รวมทั้งยังมีปัญหาสถานการณ์โลก ยังมีภาวะสงคราม แล้วรัฐบาลมองว่าจะต้องปรับค่าแรงไปให้ถึงวันละ 400 บาท จะทำให้ภาคเอกชนลำบากแน่นอน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีเล็กๆ ที่มีแรงงานไม่เกิน 100 คน ยังใช้เทคโนโลยีไม่มาก และยังต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ จะกระทบหนักแน่นอน

จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามปัจจัย ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจ คิดว่าถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม ฝั่งนายจ้างยินดีที่จะดูแลค่าครองชีพของพนักงานให้อยู่ดีกินดีขึ้นอย่างแน่นอน

หากรัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงให้ได้ตามที่หาเสียงไว้วันละ 600 บาทภายใน 4 ปีนี้ ก็เป็นเรื่องยากมากเช่นกัน เพราะวันนี้ค่าแรงอยู่แค่วันละ 300 กว่าบาท หากปรับเป็น 600 บาท เท่ากับปรับขึ้นประมาณ 90% จะกระทบภาคธุรกิจอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน