คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง

ไม่ว่าจะเป็น “แถลง” จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น “แถลง” จากสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย

ตรงกัน

ตรงกันว่า พูดกันคนละ “ภาษา” โดยเฉพาะในการหารือที่สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

ไม่ควรลืมว่าการพบกันระหว่าง 2 ฝ่ายคือให้ พระเทพญาณมหามุนี “มอบตัว”

ฝ่ายของกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจจะอ้าง “คำสั่ง” อันมาจากสำนักงานอัยการสูงสุด

แต่ฝ่ายของวัดพระธรรมกายดำเนินไปในแบบของ เดอะ ซาวด์ ออฟ ไซเลนซ์

วัยรุ่นเมื่อ 40 กว่าปีก่อนคงจะจำท่อนสำคัญของบทเพลงที่ว่า “ฟังแต่ไม่ได้ยิน” ได้อย่างเด่นชัด นั่นคือผลแห่งการหารือในวันที่ 25 พฤศจิกายน

วัดพระธรรมกาย “รับฟัง” แต่มิได้ “ปฏิบัติ” ตาม

บรรยากาศในห้วงนับแต่วันที่ 25 เรื่อยมากระทั่งถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน แต่ละฝ่ายจึงอยู่ในลักษณะวางแผนและตระเตรียม

แต่ก็โดย “เป้าหมาย” คนละอย่าง

ทางด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี “แผน” ของตนรองรับอยู่แล้ว เพราะหัวขบวนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ยังเป็นคนเดิม

เหมือนกับความพยายามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ทางด้านสำนักวัดพระธรรมกายเหมือนกับการเคลื่อนไหว 2 ส่วนที่แยกจากกัน นั่นก็คือ สำนักสื่อสารองค์กร แสดงตนเป็นตัวแทนของอดีตเจ้าอาวาสอย่างเต็มที่ นั่นก็คือ คณะศิษยานุศิษย์ ตอบไปตามเนื้อผ้า แต่ก็แอบอิงอยู่กับการปฏิบัติธรรมอย่างแนบแน่น

มีการวางแผนดำรงอยู่ มีการตระเตรียมกำลังดำรงอยู่

ไม่ว่าจะอ่านจากท่าทีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะอ่านจากท่าทีของวัดพระธรรมกาย

แจ่มชัด ตรงไปตรงมา

การมอบตัวอย่างละมุนละม่อมอย่างที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอไปไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามอยู่ที่ว่า ฝ่าย “รุก” จะดำเนินการอย่างไร

ขณะเดียวกัน คำถามก็อยู่ที่ว่า ฝ่ายของสำนักวัดพระธรรมกายจะตั้ง “รับ” อย่างไร จึงจะสามารถแปรการรับให้กลายเป็น “การรุก” กลับเหมือนกับเป็นฝ่ายกระทำ

เรื่องของ “ศาสนา” จึงกลายเป็นเรื่องของ “การเมือง”

ทุกอย่างจะเริ่มมีความแจ่มชัดอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน สิ้นสุดลง

เพราะนั่นคือ “คำขาด” อันมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะนั่นคือ “เส้นตาย” ที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง

วันที่ 1 ธันวาคม คือ จุดสิ้นสุดแต่ดำเนินไปเหมือนกับเป็นการเริ่มต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน