วิเคราะห์การเมือง
หากเทียบกับประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในห้วงหลังและต่อเนื่องกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
การแต่งตั้งเพิ่ม 33 สมาชิก สนช.เป็น “เรื่องเล็ก”
ถามว่าแล้วเหตุใด เรื่องเล็กๆ ที่มีการแต่งตั้งสมาชิกจำนวนมากถึง 26 คน ซึ่งเป็น “ทหาร” จึงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่
ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างคึกคัก กว้างขวาง
หากวัดจาก “น้ำเสียง” ซึ่งปรากฏผ่าน “พาดหัว” ของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับก็จะได้คำตอบเบื้องต้นว่า เป็นเพราะจำนวนเกือบร้อยละ 100 เป็นทหาร
ถามว่าก่อนหน้านั้นทั้ง สนช.และ สปช.มิใช่แหล่งชุมนุมของทหารหรอกหรือ
การจะได้ “คำตอบ” ของคำถามนี้อย่างถูกต้องและตรงเป้าจำเป็นต้องผ่านกระบวนการศึกษา ประมวล รวบรวม วิเคราะห์สังเคราะห์อย่างจริงจัง
วิเคราะห์จากบทบาทและความเป็นจริงของ “สนช.”
ไม่ว่าจะเป็น 1 สนช. ไม่ว่าจะเป็น 1 สปช. หรือไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องมายัง 1 สปท.ล้วนเป็นผลพวงจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ทั้งสิ้น
หากถือบรรทัดฐาน “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จาก “กปปส.”
ถามว่านี่คือกระบวนการปฏิรูปตามพิมพ์เขียวที่ “กปปส.” เสนอและเรียกร้องอย่างเอาจริงเอาจังในห้วงแห่งการเคลื่อนไหว “ชัตดาวน์” หรือไม่
เพราะว่า “แกนนำ” จำนวนไม่น้อยของ “กปปส.” ก็อยู่ในนี้
ไม่ว่าจะชื่อว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าจะชื่อว่า นายสมชาย แสวงการ ไม่ว่าจะชื่อว่า นายวิทยา แก้วภราดัย ไม่ว่าจะชื่อว่า นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และก็ได้รับการหนุนเสริมจากทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายถาวร เสนเนียม
ลักษณะของสนช. ของสปช. ของสปท. นี้หรือคือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
จากลักษณะของสนช. ลักษณะของสปช. และลักษณะของสปท. เมื่อมองผ่านพิมพ์เขียวอันดำรงอยู่ภายในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านประชามติอย่างท่วมท้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2559
ก็จะมีแหล่งที่มาของ 250 ส.ว.อย่างเด่นชัด
250 ส.ว.มีรากฐานการเกิดขึ้นในรูปแบบและกระสวนซึ่งมิได้มีความแตกต่างไปจากการเกิดขึ้นของสนช. การเกิดขึ้นของ สปช. และการเกิดขึ้นของ สปท.เลยแม้แต่น้อย
นั่นก็คือ มิได้มาจาก “การเลือกตั้ง”
หากเป็นการคัดสรร ดำเนินการและแต่งตั้งโดย “คสช.” เหมือนอย่างที่เคยทำมาแล้วกับ สนช.และ สปช.ตลอดจน สปท.ในห้วงหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
รูปของ “วุฒิสภา” จึงไม่มีอะไรต่างไปจาก “สนช.”
การเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้งตามโรดแม็ปประมาณปลายปี 2560 จึงเป็นการเมืองที่พอจะคาดเดาได้
คาดเดาได้ว่าจะเป็นไปอย่างที่ คสช.ระบุว่าเป็น “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ยังมีกลิ่นอายและกระบวนการทางการเมืองในแบบของ “คสช.” ดำรงอยู่ครบถ้วน
ครบถ้วนเหมือนที่สัมผัสได้จากการแต่งตั้ง 33 สนช.ใหม่นี้เอง