แก้ รัฐธรรมนูญ – ความเห็น “ต่าง” ระหว่างนักการเมือง ระหว่างพรรคการเมืองสามารถเข้าใจได้
ยิ่งเมื่อนำเอาแต่ละสถานการณ์มาเป็น“โจทย์” ยิ่งทำให้สามารถจำแนกแยกแยะจุดต่างระหว่าง แต่ละพรรคการเมือง แต่ละนักการเมืองได้
พรรคพลังประชารัฐย่อมต่างจากพรรคเพื่อไทย
ไม่ว่าต่อกรณีของ“เรือดำน้ำ” ไม่ว่าต่อกรณี การปรากฏขึ้นของ“เยาวชนปลดแอก” ไม่ว่าต่อกรณีการปรากฏขึ้นของ“นักเรียนเลว”
หากพรรคเพื่อไทยเห็นเหมือนกับพรรค พลังประชารัฐก็แปลก
คําถามก็คือแล้วต่อกรณีการแก้ไขเพิ่มเติม “รัฐธรรมนูญ” ล่ะเป็นอย่างไร
หากดูจากญัตติที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อประเมินผ่านข้อห้ามของพรรคพลังประชารัฐกับ ข้อห้ามของพรรคเพื่อไทยที่มาตรา 1 มาตรา 2 ก็ไม่แตกต่างกัน
พรรคเพื่อไทยอาจเคยมี “บทเรียน”มาแล้ว
เป็นบทเรียนจากที่เคยเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แม้จะผ่านความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วแต่ก็ไปติดที่“ศาลรัฐธรรมนูญ”
จำเป็นที่จะต้องยืนยันไม่แตะมาตรา 1 มาตรา 2
อย่างนี้จะทำให้ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยเหมือนกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่
ไม่น่าจะประเมินเช่นนั้นเพราะอย่างน้อยพรรค เพื่อไทยก็หวังว่าด้วยท่าทีเช่นนี้จะทำให้สามารถ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาตรา 256 ได้
เพราะเมื่อพรรคพลังประชารัฐเห็นด้วย 250 ส.ว.ย่อมเห็นด้วยน้ำหนักของพรรคเพื่อไทยจึงคิดว่าแนวทางเช่นนี้น่าจะเป็นแนวทางในเชิงปฏิบัตินิยมทางการเมืองและทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ในทางเป็นจริง
นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาพรรคเพื่อไทย
ประเด็นอยู่ที่ว่าเวลาของพรรคเพื่อไทยต่อรัฐธรรมนูญยาวนานหรือไม่
เด่นชัดว่าน่าจะยาวนาน เพราะปัจจัย 1 คือ ปัจจัยของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และปัจจัย 1 คือปัจจัยของการทำประชามติ
“เวลา” ต่างหากที่จะกลายเป็น “คำถาม”