แรกที่ครม.มีมติเห็นชอบให้โอนย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม
ท่าทีจาก “รัฐบาล” ค่อนข้างระมัดระวัง
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า นายวิษณุ เครืองาม ไม่ว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ก็ยังยกย่องและให้เกียรติ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อยู่
ยืนยันว่าเป็น “คนดี” แต่จำเป็นต้องย้ายเพื่อความเหมาะสม
แต่พลันที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ทำหนังสือโต้แย้งและแสดงความไม่เห็นด้วยกับมติครม.ผ่านทาง นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ทันทีทันควัน
ท่าทีจากด้านของ “รัฐบาล” ก็เริ่มแปรเปลี่ยน
ด้านหลักของรัฐบาล ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า นายวิษณุ เครืองาม ไม่ว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ยังยืนยันหลักการเดิม
เห็นได้จากคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 220 ลงวันที่ 8 กันยายน
เห็นได้จากการออกมายืนยันโดยรองนายกรัฐมนตรี คำสั่งไม่ขัดกับมาตรา 44 ที่เคยประกาศแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เพราะคำสั่งมาตรา 44 เมื่อคำสั่งให้มาเป็นแล้วก็เข้าสู่ระบบปกติ
คือ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาอย่างไร ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็น ความเป็นธรรมรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ
เท่ากับคำสั่งนายกรัฐมนตรีออกมา “ปิดเกม”
ความยุ่งยากของกรณีนี้อยู่ที่บรรดา “กองเชียร์” มองบทบาทของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ต่างไปจากที่รัฐบาลมอง
กองเชียร์เห็นแต่ด้านที่คิดว่า “ปราบทุจริต”
มองเห็นมุมของความเป็นคนตรง เป็นตงฉิน กระทั่ง มองไม่เห็นกระบวนการบริหารจัดการของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ว่าเป็นปัญหา
เป็นปัญหาตั้งแต่ตอนไปตั้ง “เจ้าอาวาส” วัดพระธรรมกายแล้ว
ปัญหายังบานปลายจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โยงสายยาวมายังตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
นั่นก็คือ เป็นปัญหากับ “มหาเถรสมาคม”
ใครที่ติดตามบทบาทของ นายวิษณุ เครืองาม มาอย่างต่อเนื่องก็จะเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เพราะว่ามีงานรอพิจารณาอีกมากมาย
ที่สำคัญ เป็นการพิจารณาร่วมกับมหาเถรสมาคม หากไม่รับกันผู้อำนวยการคนนี้ออกไปก็คงประสานงามากกว่าจะประสานงาน
ตรงนี้ต่างหากคือเหตุผลและความจำเป็นต้องย้าย