วิเคราะห์การเมือง
บทบาทของ นายวิษณุ เครืองาม นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม เป็นต้นมา ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง แสงแห่งสปอตไลต์ฉายจับอย่างโดดเด่น
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะ “รองนายกรัฐมนตรี”
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะ “อาจารย์” สอนในทาง “กฎหมาย”
การได้รับมอบหมายจาก 1 คสช. และ 1 รัฐบาล ในการทำหน้าที่ “แถลง” และ “ชี้แจง” ข้อเท็จจริงในแต่ละจังหวะก้าวจึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง
ทุกคนต้องล้างหูน้อมรับฟังว่า นายวิษณุ เครืองาม จะพูดอย่างไร
ประสบการณ์จากอดีตที่เคยเป็น “ผู้บรรยาย” ในฐานะอาจารย์สอนหนังสือ และที่เคยเป็น “พิธีกร” ดำเนินรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์
ยิ่งสร้างความสนใจเป็นอย่างสูง
รู้สึกหรือไม่ว่า กระบวนท่าในการ “แถลง” และในการ “ชี้แจง” ของ นายวิษณุ เครืองาม เจือด้วยสำนวนและโวหารอย่างเป็นพิเศษ
แต่ก็มิได้เลอะเทอะ หรือเลื่อนเปื้อน
ก่อนหน้านี้ เราล้วนเคยได้รับฟังอุปมาอุปไมยในเรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดของนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ มาแล้ว
อย่างเช่น “ลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ”
เป็นอุปมาว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมีที่มาฉันใด ก็อุปไมยว่าคณะกรรมาธิการจำเป็นต้องสนใจกลุ่มบุคคลที่แต่งตั้งฉันนั้น
สรุปอย่างรวบยอดได้ว่า “แป๊ะ” เจ้าของเรือเป็น “ใคร”
และเมื่อบรรดากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอุดมไปด้วยนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ ซึ่งมากด้วยความจัดเจน และต่างก็ชิงกันเสนอความคิดเห็นและความต้องการในการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาให้ดำเนินไปในแบบใดกันแน่
คำเตือนว่า “อย่าเหาะเกินลงกา” จึงได้ปรากฏขึ้น
หากใครที่เคยอ่านงานหนังสือของ นายวิษณุ เครืองาม ไม่ว่าจะเป็น “ข้ามสมุทร” ไม่ว่าจะเป็น “ชีวิตของประเทศ” ก็ย่อมจะเข้าใจ
เข้าใจและถึงกับร้อง “อ๋อ”
เพราะความเป็น “นักกฎหมาย” เพราะความเป็น “อาจารย์” ผู้บรรยายวิชากฎหมาย เพราะความเป็น “พิธีกร” ร่วมจัดรายการทางโทรทัศน์ เมื่อประสานกับความเป็น “คนเขียนหนังสือ”
การแสดงสำนวน การแสดงโวหาร จึงเป็นที่ปรากฏ ออกมาในรูปของอุปมาฉันใดอุปไมยฉันนั้นแพรวพราวอย่างเป็นพิเศษ
ทั้งยกจาก “คำพังเพย” ทั้งยกจาก “วรรณคดี”
ไม่ว่า นายวิษณุ เครืองาม จะอ่านหนังสือมามากสักเพียงใด ทั้งที่เป็นตำราและทั้งที่เป็นวรรณคดีโบราณ
กระนั้น กระบวนการนำเสนอของ นายวิษณุ เครืองาม 1 จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างมีเหตุผล และ 1 จำเป็นต้องอิงกับกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นกฎมนเทียรบาล
เหตุผลและความเป็นจริงต่างหากที่สำคัญและสร้างตัวตนขึ้นมา