วิเคราะห์การเมือง

คำสั่งปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ กทม.แทน

สำคัญและทรงความหมาย

ทรงความหมายเพราะว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มิได้มาจาก ป.ป.ช. มิได้มาจาก สนช. หากแต่มาจากความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์

เป็นการเคลื่อนไหวจาก “บางส่วน” ในพรรคประชาธิปัตย์พุ่งเข้าหา “กทม.”

เหมือนกับจะเป็นกทม.โดยรวม แต่เอาเข้าจริงๆ ผลที่ออกมากลายเป็นปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เท่ากับเป้าหมายใหญ่เป็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เพียงผู้เดียว

เพราะว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็เคยอยู่ในทีม “รองผู้ว่าฯ”

เท่ากับยืนยันว่า สายสัมพันธ์ระหว่างคสช.กับผู้บริหารกทม.ยังเหนียวแน่นและมีน้ำหนักโดยวางอยู่ที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ไม่ใช่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ปัญหาจึงย้อนกลับไปยัง “พรรคประชาธิปัตย์” โดยปริยาย

ต้องยอมรับว่า ภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 สถานะทางการเมืองของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ค่อนข้างแข็งแกร่ง และมั่นคง

เมื่อเปรียบเทียบกับ “ตำแหน่ง” อื่นในทางการเมือง

โดยเฉพาะตำแหน่งในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนต้องคำสั่งตามมาตรา 44 จัดการอย่างถ้วนหน้า จะยกเว้นก็แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และกทม.เท่านั้น

จึงเชื่อกันว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร น่าจะบริหารไปอย่างลอยลำ

ประการ 1 เพราะความแนบแน่นระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส.ผู้เคยมีบทบาทอย่างสูง ประการ 1 เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้หลังพิงอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

ในที่สุด หวยกลับออกมาที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

คล้ายกับว่า ผลงานอันทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ต้องหลุดจากตำแหน่งในกทม.เป็นฝีมือของ “บางส่วน” ภายในพรรคประชาธิปัตย์

อาจใช่ แต่มิใช่ทั้งหมด

คนของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนจริงในเบื้องต้น เห็นได้จากกระบวนการขุดคุ้ย เปิดโปงและโจมตีต่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อย่างต่อเนื่อง

นำไปสู่การ “แขวน” อันเท่ากับทำให้พ้นไปโดยปริยาย

เป็นการพ้นไปโดยที่หลายฝ่ายมั่นใจว่า คสช.ยังมีความมั่นใจในแกนหลักของทีมงานที่แวดล้อม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อยู่ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

เมื่อคำสั่งออกมาอย่างนี้จึงเท่ากับเป็นการยืนยันความมั่นใจอีกคำรบ 1

ไม่มีใครยืนยันได้ว่า จากคำสั่งนี้จะอำนวยประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้แค่ไหนและเพียงไร

กระนั้น ที่แน่นอนเป็นอย่างมากก็คือ กระแสข่าวลือที่ว่า “ภายใน” พรรคประชาธิปัตย์ได้เกิดความขัดแย้งและนำไปสู่ความแตกแยกได้กลายเป็นความจริง

ความจริงนี้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้ของพรรคประชาธิปัตย์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน