คอลัมน์ วิเคราะนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นักวิชาการได้สะท้อนมุมมองต่อกรณีนี้ โดยเห็นควรใช้สภาเป็นเวทีหาทางออกว่าควรแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่อย่างไร รวมถึงมาตรา 116 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังนี้

จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรองนายกฯ

ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เรื่องนี้ต้องทำให้สมดุลระหว่างการคุ้มครองประมุขของประเทศ กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ที่ผ่านมาประเทศไทยมักเกิดกรณีใช้กฎหมายนี้ในทางกลั่นแกล้ง ทำร้ายผู้ที่เห็นต่างเกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ซึ่งมาเพิ่มในช่วงหลังๆ และการบังคับใช้ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ทำให้เกิดการลงโทษที่รุนแรงอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น นอกจากดูเรื่องบทลงโทษแล้ว ที่สำคัญคือการบังคับใช้ในขั้นตอนต่างๆ ของการดำเนินคดี

ในส่วนนี้คงต้องดูทั้งมาตรา 112 และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าจะทำอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งต้องดูตั้งแต่การกำหนดผู้ที่จะมีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย การไม่ใช้วิธีพิจารณาคดียืดเยื้อโดยไม่ให้ประกัน ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องทุกข์ยากเสมือนกับการทรมาน ทำให้ต้องรับสารภาพ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม

หากกรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เนื่องจากการกลั่นแกล้ง หรืออคติของผู้ใช้กฎหมาย จะทำให้ความขัดแย้งในสังคมยิ่งมากขึ้น และเป็นผลเสียต่อสถาบันเอง

ดังนั้น เรื่องนี้ต้องดูความสมดุลระหว่างการปกป้องคุ้มครองประมุขของรัฐ ประมุขของประเทศ และการคำนึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คำนึงถึง หลักนิติธรรมที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุข ซึ่งไม่มีอะไรดีกว่าการเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการ หรือผู้ที่สนใจ เข้าใจการแก้ไขปัญหาขัดแย้งของสังคม

จุดลงตัวของปัญหานี้ ต้องใช้เวทีสภาในการหาข้อยุติ ต้องเปิดโอกาสให้มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขและให้สภาพิจารณา ก็จะเกิดการแสดงความคิดเห็นทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านกฎหมาย แล้วจะถูกตัดสินโดยเสียงข้างมาก ถ้าสภาเห็นชอบให้ผ่าน ก็ไปสู่ที่ประชุมวุฒิสภา และไปตามกระบวนการพิจารณากฎหมาย ซึ่งอาจจะไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

แต่ถ้ากฎหมายไม่ผ่าน ก็ขึ้นอยู่กับในอนาคตว่าจะมีประชาชน หรือพรรคการเมืองเสนอแก้ไขอีกหรือไม่ ถ้ามีก็พิจารณากันอีก ไม่ใช่เรื่องแปลก ให้เป็นเรื่องของระบบรัฐสภา และกระบวนการแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ส่วนพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะมีความเห็นเหมือนกันต่างกันอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ แต่เมื่อมีมติออกมาอย่างไร มันก็จะเป็นอย่างนั้น

ส่วนโอกาสแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ ผมทายไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าจะแก้แค่ไหนอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ จึงทายไม่ถูก แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากเราใช้กระบวนการทางสภาที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว

ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายนั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งการแก้ไขกฎหมายสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อแก้กฎหมายแล้วตกก็ตกไป แต่ถ้ากฎหมายไม่ตก แล้วมีคนเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ เขาก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นก็จะตกไป

แต่การเสนอกฎหมายหรือการพิจารณากฎหมายแล้วขัดรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย เป็นเพียงแค่ว่าเสนอกฎหมายมาแล้วรัฐสภาเห็นชอบ แล้วขัดรัฐธรรมนูญกฎหมายนั้นๆ ก็ตกไป ดังนั้น โดยระบบมันมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้วว่าถ้าขัดรัฐธรรมนูญมันก็จะไม่ผ่าน

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผอ.ศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา ม.รังสิต

ขณะนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง และเป็นประเด็นที่จะไปสร้างคะแนนนิยมให้กับกลุ่มการเมือง หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยที่พรรคการเมืองเองพยายามจะใช้เรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงจุดยืนว่าพรรคนี้มีจุดยืนอย่างไร อยากจะแก้หรือไม่อยากจะแก้อย่างไร โดยประเมินจากอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่สนับสนุนพรรคตัวเอง น่าจะเป็นไปในทิศทางแบบไหน

เรื่องนี้เท่ากับว่าการแก้หรือไม่แก้ มันจะหลุดจากประเด็นเหตุที่สำคัญไปแล้ว แต่จะเป็นประเด็นของการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้แก่ฝ่ายตัวเองมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดที่ผิดทางไปแล้ว

อีกอย่าง อารมณ์ความรู้สึกของคนจะมี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเห็นด้วยที่จะแก้ แต่ยังไม่ลึกซึ้งว่าจะแก้อะไรบ้าง อีกฝั่งยืนยันว่าจะไม่แก้ แต่ฝ่ายที่จะไม่แก้เองนั้น ก็ยังมีความรู้ไม่ลึกซึ้งด้วยซ้ำ ยังไม่รู้ว่ามีรายละเอียดหรือผลกระทบอย่างไรบ้าง เรื่องนี้จะเป็นปัญหาตามมา

ประเด็นดังกล่าวนี้ เราอย่าไปมองให้เป็นประเด็นทางการเมืองมากนัก เราต้องมองว่ามาตรา 112 เป็นมาตราหนึ่งในกฎหมายอาญา ซึ่งอยู่ในหมวดของความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องของพระมหากษัตริย์ และกฎหมายต่างๆ ในโลกนี้สามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ ไม่มีกฎหมายใดที่เขียนมาแล้วจะ ใช้ได้ตลอดไป ต้องดูว่าเมื่อมีกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง และจะทำอย่างไรให้เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดผลในทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น เราต้องเริ่มสมมติฐานในเรื่องนี้ก่อนว่า กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา สามารถปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ หากมีปัญหา เกิดขึ้น ถ้าเราเริ่มจากสมมติฐานแบบนี้แล้ว เราจะได้ไม่รู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่จะต้องมาพูดว่าแก้ได้หรือไม่ได้

ทั้งนี้ ไม่อยากให้คิดว่าแก้ได้หรือแก้ไม่ได้เลย แต่อยากให้มองจากสิ่งที่เป็น และผลที่เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายดังกล่าวมากกว่า ซึ่งตอนนี้ผลจากการใช้กฎหมายนี้ มีประเด็นว่าถูกเอาไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามเรา เราก็ใช้มาตรานี้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนได้ เนื่องจากการแจ้งความเอาผิด ใครก็แจ้งได้ และแจ้งที่ไหนก็ได

ฉะนั้น การกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงอาจจะเกิดขึ้นได้ ผมมองว่าเรื่องแบบนี้เป็นปัญหาที่เราต้องมาช่วยกันแก้ไข มากกว่าคำว่าจะทำอย่างไรให้มันไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือของทุกฝ่ายที่จะใช้ทำลายฝ่ายตรงกันข้าม

ฝ่ายที่จะเสนอการแก้ไขเข้าสู่สภานั้น จะต้องชี้แจงถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนให้สังคมเกิดความเข้าใจ และฝ่ายสภาเอง ต้องเปิดใจให้กว้าง ถ้าเป็นปัญหาจริง สภาก็ควรรับเรื่องดังกล่าวเข้ามา เพราะสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นฝ่ายที่จะต้องออกกฎหมาย ปรับและแก้ไขปัญหา ดังนั้น ถ้าเป็นปัญหาจริง สภาก็สมควรรับเข้ามา แต่ถ้าฝ่ายที่จะเสนอไม่สามารถชี้แจงได้ หรือไม่สามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นปัญหา ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข เรื่องก็จบ

เชื่อว่าสภาที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจเองว่าเป็นปัญหาจริงหรือไม่ จึงอย่าไปตั้งป้อมว่าต้องแก้ หรือแก้ไม่ได้เลย

ถ้าตอนนี้ฝ่ายใดเห็นว่าเป็นปัญหา ก็ต้องนำเรื่อง ดังกล่าวเข้าสู่สภา แล้วให้สภาพิจารณาเอง ถ้าเห็นว่าเป็นปัญหาก็แก้ไข ถ้าไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ก็ไม่ต้องแก้ไข แต่อย่าเอามาเป็นประเด็นทางการเมืองในการทำให้เกิดความนิยมชมชอบจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้วโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

นอกจากมาตรา 112 ยังมีมาตรา 116 ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคง ขอให้มองว่าเป็นมาตราหนึ่งในกฎหมาย ถ้าใช้แล้วมีปัญหา ก็ไปปรับปรุงแก้ไข

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มสธ.

โอกาสที่จะสำเร็จในการแก้ไขมาตรา 112 คงไม่ง่าย เพราะวันนี้เสียงที่พูดถึงมาตรา 112 มีหลากหลายมากในสังคมหรือในสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไข ฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไข และบางส่วนก็บอกว่าอยากให้ยกเลิกไปเลย

แต่แน่นอนว่าประเด็นนี้อาจถูกหยิบยกเข้ามาสู่สภาในสมัยประชุมนี้ เพราะคงมีการเสนอโดยพรรคก้าวไกล ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้จะยังไม่ได้สนับสนุนว่าจะแก้ไข แต่ออกไปในแนวว่า มองว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการบังคับใช้มากกว่า ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอาจจะไม่เห็นด้วยเลยที่จะแก้ไขในมาตรานี้ ดังนั้น คงไม่ง่าย เพราะดูแล้วมีความเห็นหลากหลาย

จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่จะมีการหยิบยกเข้ามาในสภา ซึ่งการแก้กฎหมาย ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้น โอกาสไม่น่าจะเป็นไปได้มีสูง แก้ไขได้ยาก หรือมีโอกาสถูกตีตก เพราะการเสนอกฎหมายต้องผ่านการวิเคราะห์โดยสำนักกฎหมาย และสำนักเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร รวมถึงต้องมีเสียงสนับสนุนถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกตีตก

ส่วนการเปิดรับฟังความเห็น ขึ้นอยู่กับสภาว่าจะมีความเห็นอย่างไร และขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุน หลักการที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าสามารถเสนอได้หรือไม่ อีกทั้งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่ายว่ามองมาตรา 112 อย่างไร

ประเด็นมาตรา 112 ความจริงไม่ใช่ประเด็นใหม่ มีการพูดเรื่องนี้กันมา น่าจะร่วม 10 ปีแล้ว ซึ่งคงไม่ง่ายสำหรับการเสนอเข้าสู่สภาในการพิจารณา

ส่วนมาตรา 116 เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ เป็นอีกมาตราหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาใช้ในทางการเมืองค่อนข้างมาก ฉะนั้น มาตรา 116 ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวข้องทางการเมือง อาจเป็นไปได้มากกว่ามาตรา 112 ที่จะแก้ไข ต้องดูว่าจะมีการพูดถึงมากน้อยแค่ไหน แต่ในวันนี้กลายเป็นว่าสังคมไม่ค่อยพูดถึงมาตรา 116 แต่ไปพูดถึงมาตรา 112 มากกว่า

ส่วน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวคอมพิวเตอร์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข เพราะถูกหยิบยกมาใช้ และยึดโยงอยู่กับประเด็นทางการเมืองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาตรา 14 ที่พูดถึงเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ต้องการคุ้มครองกระบวนการนำเข้าบรรดารหัสของข้อมูล เพื่อเข้าสู่ระบบแล้วทำให้เกิดปัญหาต่อระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ได้พูดถึงการนำเข้าเนื้อหาสาระที่จะนำไปสู่ปัญหาที่เป็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลเท็จในคอมพิวเตอร์

แต่เมื่อนำมาใช้ ก็ไปตีความว่า นั่นหมายถึงเรื่องการนำเข้าข้อมูลหรือข้อความต่างๆ ว่า นำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมถึงการเขียนข้อความต่างๆ เช่น การโพสต์หรืออะไรๆ และถูกนำไปเชื่อมโยงกับกฎหมายอาญา ทั้งที่เป็นคนละส่วนกัน ทำให้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กลายเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เป็นปัญหา ต้องได้รับการแก้ไขให้ชัดเจน

ในมาตรา 15 ที่พูดถึงการยื่นคำสั่งให้บรรดาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตนำข้อมูลออก ก็ยิ่งปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก หรือแสดงผ่านสื่อสมัยใหม่ และต้องบอกว่าในโลกทุกวันนี้ เราคงไม่สามารถไปปิดกั้นอะไรได้ง่ายๆ ในอินเตอร์เน็ต ดังนั้น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะต้องสอดรับต่อความเป็นจริงด้วย

ขอฝากทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายไม่หนุนการแก้มาตรา 112 ว่าการพูดคุยเป็นสิ่งที่สำคัญ และการใช้กลไกของระบบรัฐสภาน่าจะเป็นเวที หรือทางออกที่ดี มากกว่าการที่แต่ละฝ่ายจะไปขับเคลื่อนในทางสังคม และสุดท้ายจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม

วันนี้สังคมมีความขัดแย้งอยู่แล้ว และตรงนี้จะทำให้มีความซับซ้อนเข้าไปอีก ดังนั้น กลไกรัฐสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน