ทําไม 3 ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐจึงเลือก เข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
คำถามนี้มิอาจประเมินได้ผ่านคำตอบอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะมาจาก นายเอกราช ช่างเหลา ไม่ว่าจะมาจาก นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม
พอๆ กับเหตุผลที่ว่าทำไมไม่เข้าสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน หากมองจากรากฐานของครอบครัวตระกูล “ช่างเหลา” เมื่ออยู่ในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อมองจากการเป็น 1 ใน 21 ส.ส.ที่ถูกขับ
สายตาที่มอง นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ยิ่งมาก ด้วยความสงสัย
หากศึกษาบทบาทของ นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม หลังสถานการณ์ “ขับ”
ทั้งๆ ที่เป็น 1 ใน 21 ที่ถูกขับนั่งอยู่ไม่ห่างจาก นายไผ่ ลิกค์ จากกำแพงเพชรเท่าใดนักเหตุใด นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม จึงไม่สุกงอม
ยิ่งหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วย ยิ่งก่อให้เกิดคำถาม
เพราะเหตุผลที่ นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ลงนาม ร้องเรียนยิ่งสะท้อนความเจนจัดในเชิงกฎหมายระดับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
จึงน่าจะไปอยู่ “รวมไทยสร้างชาติ” มากกว่า “ภูมิใจไทย”
เมื่อย้อนมองสายสัมพันธ์ นายเอกราช ช่างเหลา กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ไม่น่าเชื่อว่า นายเอกราช ช่างเหลา จะหันหางเสือไปอยู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มากกว่าไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
เพราะร่วม “ธุรกิจ” ร่วม “ผลประโยชน์” กันมายาวนาน
แต่แล้ว ไม่ว่าตระกูล “ช่างเหลา” ไม่ว่า นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ก็หันหัวเรือไปเทียบท่าอยู่กับพรรค ภูมิใจไทย แทนที่จะเป็นท่าเดียวกันกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
หรือว่านี่จะเป็น “วิถีการเมือง” ในยุคแห่งการสืบทอดอำนาจ
การตัดสินใจของตระกูล “ช่างเหลา” และ นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม จึงบ่งชี้ทิศทางการเมือง
เป็นการเมืองในแบบพรรคพลังประชารัฐ เป็น การเมืองในแบบพรรคเศรษฐกิจไทย เป็นการเมืองในแบบพรรครวมไทยสร้างชาติ
หรือว่าเป็นการเมืองในแบบพรรคภูมิใจไทย