รายงานพิเศษ
ระฆังยกแรกดังแล้ว สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ห่างหายไป 9 ปี
เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสสังคมตื่นตัวสูง ผู้เสนอตัวลงแข่งขันก็มีจำนวนมาก
แล้วในสถานการณ์กทม.วันนี้ ผู้ว่าฯกทม.แบบไหนที่เหมาะจะเข้ามาแก้ปัญหา

สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยสถาบันพระปกเกล้า
ความพิเศษของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อย่างแรกเป็นการว่างเว้นมานาน อย่างที่สองมีการเลือกตั้ง ส.ก. พร้อมกันทำให้เป็นที่สนใจของคนกทม. ซึ่งที่ผ่านมาเหลื่อมกันทำให้การเลือกตั้ง ส.ก.ไม่เป็นที่สนใจเท่าที่ควร
แต่ครั้งนี้คนกทม.จะสนใจการเลือกตั้ง ส.ก.มากขึ้น และครั้งนี้ไม่มี ส.ข. ทำให้มีการแข่งขันกันยิบตาแน่นอน ไหนจะฐานการเมืองระดับชาติที่ลงมาคุมว่าเสียงตรงไหนที่จะอยู่กับพรรค เป็นการกระทบชิ่งกันแน่นอน
ผู้สมัครครั้งนี้ถือว่ามีคุณภาพ และเป็นคนมีชื่อเสียงมาลงสมัครจำนวนมาก คะแนนจะกระจายหรือไม่นั้นพูดยาก เพราะที่ผ่านมากทม.แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ก่อนหน้าปี 2556 คะแนนเสียงกระจายไประดับหนึ่ง คือ คนได้คะแนนที่ 1 และ 2 ได้คะแนนโดดไปเลย ส่วนคนที่ได้ที่ 3, 4, 5 จะได้คะแนนหลักแสน
และการเลือกตั้งปี 2556 แบ่งขั้วเป็นสองข้างชัดเจน คนที่ได้ที่ 1 ที่ 2 ได้คะแนน 1 ล้านคะแนน ที่ 3, 4 หายไปในกลีบเมฆเลย จึงมองว่าครั้งนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าขั้วการเมืองแบบ 4, 5, 6 ประเภทไม่เลือกเราเขามาแน่ คะแนนเลยไปกองอยู่ที่ 1 และที่ 2 จะยังใช้ได้หรือไม่
การเลือกตั้งสนามใหญ่เมื่อปี 2562 คะแนนยังกระจายอย่างน้อย 4 พรรคใหญ่ ที่ได้คะแนนจำนวนมาก และมี 3 พรรคที่ได้ส.ส.กทม. ซึ่งไม่น่าจะเป็นแบบ 1 หรือ 2 คนที่คะแนน น่าจะกระจาย แต่ประมาทไม่ได้เพราะถึงชั่วโมงสุดท้าย
ส่วนการตัดคะแนนต้องดูช่วงแรกๆ จะมีการแย่งคะแนนกันเองเพราะต่างฝ่ายต่างรู้อยู่แล้วว่าคะแนนของตัวเองขี่กันอยู่ ปกติแล้วก้าวแรกที่จะทำก็คือดูดคะแนนในขั้วของตัวเองให้เยอะที่สุดจนมั่นใจว่าคะแนนส่วนนี้อยู่กับตนเองแน่นอน จากนั้นค่อยไปหาคะแนนจากรอบข้าง หรือคนกลางๆ มาเติม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไล่ตัดคะแนนกันเองอยู่แล้ว โดยธรรมชาติ
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯกทม. ได้เปรียบอยู่แล้ว กลุ่มรักษ์กรุงเทพแข็งแกร่ง การอยู่ในตำแหน่งมาหลายปี เขาสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงจนลงไประดับประธานชุมชน และชุมชน เสียงที่เป็นกลุ่มต้องเป็นเสียงในพื้นที่และลักษณะโน้มน้าวชักจูงกันได้ ฐานเสียงที่พึ่งพาอาศัยกันตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง กลุ่มนี้อย่างไรก็ออกมาใช้สิทธิ์ จึงตักตวงไว้ในมือได้มากกว่า
เมื่อดูฐานคะแนนเสียงที่น่าจะเป็นเสียงเดียวกัน อาทิ พล.ต.อ.อัศวิน นายสกลธี ภัททิยกุล และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ดูจากฐานคะแนน พล.ต.อ.อัศวินน่าจะแน่นที่สุด ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นายสุชัชวีร์ตอนเปิดตัวครั้งแรกก็น่าจะมีความหวัง แต่หลังๆไปชักเริ่มแผ่ว
คนกทม.ควรเลือกผู้ว่าฯที่ทำงานได้จริง มองภาพในความเป็นจริงให้มากขึ้นว่า กทม.ทำอะไรได้บ้าง แบบจริงๆ จังๆ ก็จะเลือกคนที่จะมาตอบสนองในการทำสิ่งนั้น เพราะบางครั้งเราอาจฝัน กทม.ควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรื่องนั้นอาจนอกเหนืออำนาจหน้าที่ผู้ว่าฯกทม. ก็อาจเลือกคนผิด ทำให้ไปคาดหวังอะไรผิดๆ
ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะสะท้อนไปถึงการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เช็กเสียงได้จำนวนหนึ่ง และเป็นเรื่องความนิยมของกลุ่มคนด้วย อาจวัดกระแสของพรรคแล้วนำไปคำนวณต่อ แต่ตัวชี้วัดคะแนนเสียงคนกทม. อยู่ที่การเลือกส.ก.มากกว่า เพราะเป็นตัวทำงานเชิงพื้นที่จริงๆ
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
ความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติคงไม่เป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจของคน กทม. เหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมาคนคำนึงถึงปัญหาท้องถิ่นน้อยกว่าปัญหาระดับชาติ
วันนี้แม้จะแบ่งเป็น 2 ปีกชัดเจน ซึ่งในแต่ละปีกก็มีการแข่งขันกันเองอยู่ด้วย เช่น กลุ่มที่ไม่เอารัฐบาลชุดนี้ เราคิดว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ลอยลำ พรรคเพื่อไทยสนับสนุนเต็มที่ ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ส่ง ผู้สมัครในนามพรรคไทยสร้างไทย ก็เอาจริงเช่นกัน อาจดึงคะแนนจากกลุ่มที่จะลงให้นายชัชชาติพอสมควร
ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลก็คิดว่าการขายของใหม่ พลิกการเมืองให้เป็นรูปโฉมใหม่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้
ฝ่ายรัฐบาลก็แย่งชิงกัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีต ผู้ว่าฯ กทม. กับนายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ความจริงแล้วมาจากฐานเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวิน เป็นผู้ว่าฯ กทม.มา 5 ปี ก่อนหน้านี้ก็เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ฉะนั้นคะแนนจัดตั้งน่าจะมาก แต่เมื่อนายสกลธีลงแข่งก็จะลดทอนคะแนนกันไปเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มของพรรคพลังประชารัฐจะเชียร์ใคร เพราะก็ส่ง ส.ก. พล.ต.อ.อัศวินเองก็ส่งกลุ่มรักษ์กรุงเทพด้วย ถ้าเชียร์ พล.ต.อ.อัศวิน ก็อาจเสียเอง ดังนั้นอาจหันมาทางนายสกลธีก็ได้
ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ก็เชื่อว่าพรรคขาขึ้น แม้แต่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ก็มองข้ามไม่ได้ เพราะเคยเป็น ส.ว. และได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 จำนวน 6-7 แสนคะแนน คะแนนลอยๆ อาจเป็นของเขาก็ได้ ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนต่างมองเห็นช่องทางของตัวเอง
กระแสของแต่ละคน นายชัชชาติกระแสความนิยมดีแต่กว่าจะถึงเลือกตั้งวันที่ 22 พ.ค. จะมีอะไรหรือไม่ แต่คงไม่มีอะไรจะเป็นเหมือนครั้งที่แล้วที่ 3 วันคนเปลี่ยนใจ
พล.ต.อ.อัศวิน ที่อยู่ในตำแหน่งมา 5 ปี อาจเสียเปรียบก็ได้ แค่คนบอกว่าเบื่อก็ลำบากแล้ว แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูเหมือนจะเชียร์ แต่การพูดให้เลือกคนมีผลงาน คนขยันขันแข็ง คนจริงจัง ใครๆ ก็พูดได้ และพล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ไกด์นำของคนลงคะแนน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์การส่งนายสุชัชวีร์ จะกอบกู้สถานการณ์ได้ตามที่บอกเป็นช่วงขาขึ้นของพรรคหรือไม่นั้น เขาคงหวัง เพื่อนำผลการเลือกตั้งไปใช้วางเกมเลือกตั้งใหญ่ เพราะ ส.ก.ในเขตกทม.จะเป็นผลต่อการดึงหัวคะแนน ไว้ เนื่องจากเลือกตั้งใหญ่เคยเพลี่ยงพล้ำไม่ได้สักที่นั่งในกทม.มาแล้ว
สถานการณ์กทม.วันนี้ คงตอบแทนไม่ได้ว่าคนกรุงควรเลือกผู้ว่าฯ แบบใด คิดว่าทุกคนมีวิจารณญาณ และคงดูจากนโยบาย ความเป็นมาของแต่ละคนว่าจะฝากความหวังไว้ได้หรือไม่
ซึ่งปัญหาของกทม.ไม่เคยจบ น้ำท่วม รถติด สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ การจราจรติดขัด ไม่เห็นการแก้ไขที่ได้ผลเป็นรูปธรรมเลย ยังอยากเห็นความคิดใหม่ๆ ไม่ใช่ความคิดพิสดารแบบเปิดไฟเขียวตลอด ฉะนั้นใครมีไอเดียใหม่ๆ เข้ามาก็ยังขายได้อยู่ แต่แม้จะชอบนโยบาย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ดูตัวบุคคลอยู่ดีว่าเชื่อถือได้หรือไม่ ลองของใหม่ดีไหม
แม้จะเห็นว่าใครเป็นต่อ แต่จะส่งผลไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติอย่างไรยังคาดคะเนไม่ได้ ต้องรอดูการเลือก ส.ก.ด้วย แต่ละฝ่ายจึงพยายามมี ส.ก.ลงแข่ง เพื่อจะรักษาหัวคะแนน
ธนพร ศรียากูล
นายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่ง ม.เกษตรศาสตร์
ความพิเศษของสนามผู้ว่าฯ กทม. อย่างแรกคือเรื่องความตื่นตัวที่สูงมาก เบื้องต้นมีผู้เสนอตัวถึง 20 คน สะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองที่แตกต่างจากในอดีต และการตื่นตัวเป็นการส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบันด้วยว่า ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการมองอำนาจประชาชน ในระยะยาวก็อยู่ไม่ได้
ส่วนการตัดคะแนนกันเองนั้น การแข่งขันกันในระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ ผู้อาสาเข้ามาทำงานการเมืองต้องนำเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุดให้ประชาชนเห็นดีเห็นงาม การตัดคะแนนกันไม่ถือเป็นแก่นสาร ควรมองว่าเป็นเรื่องของการเปิดพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ
เชื่อว่าสนามผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้จะแข่งขันกันอย่างสนุก โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบาย แต่ต้องดูว่านโยบายที่พูดมาหลายอย่างในทางปฏิบัติจริงข้อกฎหมายยังมีข้อจำกัด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องนำไปประกอบการตัดสินใจว่า นโยบายที่เราเห็นว่าสวยงาม เป็นนโยบายที่มีสีสัน จะปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างไร
กรณี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นอดีตผู้ว่าฯ กทม. อย่ามองว่าได้เปรียบ แต่โดยสไตล์การทำงานครบเครื่อง สิ่งที่พล.ต.อ.อัศวินมีแต่คนอื่นไม่มี คือการเข้าถึงประชาชนในลักษณะบู๊ มีทั้งลูกขู่ ลูกปลอบ
หากเปรียบเทียบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล และอีกหลายคนที่เน้นการสื่อสารผ่านโซเชี่ยล พล.ต.อ.อัศวิน มีมิติการเข้าถึงชาวบ้านใน กทม.ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีความหลากหลาย วิธีได้คะแนนย่อมไม่มีสูตรสำเร็จ เราอาจตื่นตาตื่นใจกับแนวทางของผู้สมัครรุ่นใหม่ๆ แต่วิธีการที่เป็นวัฒนธรรมอำนาจนิยมก็ยังได้ผลอยู่ ซึ่ง พล.ต.อ.อัศวิน ได้เปรียบที่สุดเรื่องการเข้าถึงชาวบ้าน
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าทำได้ที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ยังพอมีที่ยืนอยู่ในใจคนกทม. เพราะวันนี้ถ้าพูดถึงคน กทม.ซึ่งไม่มีความสุขกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็มีทางเลือกหลากหลาย ซึ่งคำว่าพื้นที่ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าชนะเลือกตั้ง แต่อาจได้นำเสนอจุดยืนของพรรคในการเมืองภาคใหญ่
ในสถานการณ์วันนี้ คนกทม.ควรได้ผู้ว่าฯกทม. ที่มีความคิดปลดแอกกทม.ให้เป็นอิสระ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตนเสียใจที่นโยบายของผู้สมัครแต่ละคนไม่มีใครพูดถึงการผลักดันให้กทม. เป็นอิสระจากมหาดไทยเลย เพราะ ถ้าเป็นอิสระ ไม่ว่าผู้ว่าฯกทม. คิดจะทำอะไรก็จะทำได้ทั้งนั้น
แต่ถ้ากทม.ยังเป็นหน่วยงานภายใต้การครอบงำจากการสั่งการของมหาดไทย สิ่งที่ผู้ว่าฯกทม.แต่ละคนพูดจะทำไม่ได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว และทุกคนยังไม่ได้พูดถึง การสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจัง ตรงนี้จะเป็นความชอบธรรมในการบริหารงาน และ มีอำนาจต่อรองกับรัฐบาล
แน่นอนผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. สะท้อนภาพสนามใหญ่ เห็นได้จากทุกพรรคที่หวังว่าจะมีส.ส. ล้วนส่งผู้สมัครส.ก.กันทั้งสิ้น แสดงว่าการมีส.ก.อยู่ในพื้นที่ เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อการเลือกตั้งส.ส.