บทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับการ “ตีความ” อย่างหลากหลายแนวทาง

แนวทาง 1 ก็คือ มีความเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องการสร้าง “ผลงาน” อันก่อให้เกิดความแตกต่างในทางการเมือง

ไม่มเพียงแต่แตกต่างไปจากวัตรปฏิบัติ “เดิม” ของตน

หากแต่ยังสะท้อนอีกแนวทาง 1 ซึ่งทรงความหมายเป็นอย่างสูง นั่นก็คือ สร้างความแตกต่างในเชิงเปรียบเทียบในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

ตรงนี้ย่อมสะเทือนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เหตุใดแต่ละจังหวะก้าวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงส่งผลสะเทือนต่อเนื่อง

ในความรู้สึกของคนที่ไม่ชอบและเบื่อหน่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะขยับอย่างไรก็ล้วนเป็นเรื่องดี

เนื่องจากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่ำเรี่ยเตี้ยติดดิน

จึงเพียงเห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงจากรถได้เอง เดินได้โดยไม่ต้องมีคนประคอง ยิ่งสามารถลงพื้นที่ตรวจราชการได้ จึงเป็นเรื่องฮือฮา

กลายเป็นความสำเร็จ กลายเป็นผลงาน

ต้องยอมรับว่าบรรยากาศหลังวันที่ 24 สิงหาคม นั่นแหละที่ก่อการเปลี่ยนแปลง

อย่างเป็นทางการก็คือ การเปลี่ยนแปลงให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกคำสั่ง “พัก” การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ลงไป

อีกด้านคือการเสนอตัวเข้ามาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ต้องการ แต่ละการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินไปอย่างเหลื่อมซ้อน

สะท้อนสภาวะ “เบียดขบ” กันโดย “อัตโนมัติ”

จากนี้จึงเห็นได้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่นแหละที่เข้ามาสร้าง “ความต่าง”

ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนา แต่การ “พัก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการเข้ามาแทนที่โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก่อแรงสะเทือนเป็นอย่างสูง

ทำให้รอย “ร้าว” ที่ร้าวอยู่แล้วยิ่งร้าว “ลึก” ขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน