สภาพของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงอยู่เหมือน “ฝน” ที่กำลังตั้ง “เค้า”

แม้ความเชื่อมั่นในบรรดา “เกจิ” ทางการเมืองจะเห็นว่าน่าจะหลั่งลงมาภายในเวลาอีกไม่นาน และตกไปทางใดก็เริ่มสำแดง “ทางโน้ม” ออกมาแล้ว

เป็นทางโน้มที่น่าจะเอนไปทาง “เพื่อไทย”

อาจเพราะว่ารอยแค้นที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2564 เป็นรอยแค้นที่เท่ากับเป็นการปิดประตูทางด้านพรรคพลังประชารัฐ

เนื่องจากเป็นการปะทะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

มีโอกาสไม่มากนักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเลือกหนทางอื่นซึ่งมิใช่ “พลังประชารัฐ”

แม้จะเคยเปิดหนทางให้ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ไปวางพื้นฐานไว้กับพรรครวมไทยสร้างชาติแต่ก็เสมอเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น

เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับพรรคพลังประชารัฐ

แต่ในเมื่อพรรคพลังประชารัฐอยู่ในมือของ “พี่ใหญ่” และในเมื่อ “พี่ใหญ่” ยังยินดีที่จะเป็น “แนวหลัง” ให้กับน้องๆ แห่งบูรพาพยัคฆ์

น้ำหนักทางการเมืองจึงไม่น่าจะแปรเปลี่ยน

การยืนยันที่จะ “ไปต่อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ ประตูที่ “ปิดตาย”

เป็นการปิดตายและตอกฝาโลงให้กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างเป็นด้านหลักโดยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย

“เส้นแบ่ง” จึงเป็นคำวินิจฉัยในวันที่ 30 กันยายน

แม้คำสั่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมจะนำไปสู่สถานการณ์ “ใจ” บันดาล “แรง” แต่ก็เสมอเป็นเพียงยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตนเท่านั้น

ในที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรอง “น้องตู่” อยู่นั่นเอง

ณ วันนี้ เส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงยังคู่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับตัดหนทางมิให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้หวนกลับไปยังพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก

ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจอย่างไร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน