การดำรงอยู่ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สะท้อนทั้งในด้าน “บวก” และในด้าน “ลบ”
หากมองผ่านความรู้สึกอันสำแดงผ่าน #ส้มรักพ่อ ในเบื้องต้นอาจเข้าใจเป็นการซ้ำไปกับร่องรอยแห่ง #ฟ้ารักพ่อ ในยุคของพรรคอนาคตใหม่
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า “ร่องรอย” มิได้ “เลื่อนลอย”
ตรงกันข้าม นับวันยิ่งทวีความหนักแน่นมากยิ่งกว่า ไม่เพียงจากจำนวน 151 กับจำนวน 81 เท่านั้น หากอยู่ที่ระหว่าง 6.3 ล้านกับ 14.3 ล้าน
ถามว่าแล้วอะไรคือ “ด้านลบ” ซึ่งตามมา
หากจะมอง “ด้านลบ” ต้องมองออกจากพรรคก้าวไกล มองไปยังพรรคพลังประชารัฐ
ความหมายอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ต้องมองอย่างประสานพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเป็น “แนวต้าน” อันแข็งแกร่ง
ร่วมกับ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์
และต้องดูท่วงท่าและอาการอันออกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ก็จะเข้าใจว่า เหตุใด “มรสุม” จึงรุมล้อม
ข้อกล่าวต่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเป็น “เรื่องจริง” อย่างยิ่งในทาง “การเมือง”
เตือนให้ตระหนักว่า นี่เป็นเส้นทางสายเดียวกันกับที่ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยประสบ
นี่คือ รางวัลสำหรับคนที่ได้ “ชัยชนะ”
รูปธรรมจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 รูปธรรมจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563
คือ บทเรียน และการย้ำเตือนอย่างสำคัญ
ชัยชนะที่ได้รับในคืนวันที่ 14 พฤษภาคม กำลังปลุกให้ “ตื่น” จาก “ความฝัน”
เตือนพรรคก้าวไกล และโดยเฉพาะเตือน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าจะต้องประสบอะไรอีกบ้างภายในชัยชนะที่ได้มา
ให้ดู “ทักษิณ” ให้ดู “ยิ่งลักษณ์” ให้ดู “ธนาธร”