การออกมา “บลัฟ” พรรคก้าวไกลของ นายอดิศร เพียงเกษ มากด้วยสีสัน

ในเมื่อเป็นการบลัฟบนฐานแห่งความเชื่อที่ว่า บรรดา “นักการเมือง” ที่ชูคอสลอนอยู่ในพรรคก้าวไกลเป็นเหมือนกับ “นวกะ” ล้วนเพิ่ง “บวช”

จึงไม่เหมาะสมที่จะได้ตำแหน่ง “ประธานสภา

เปรียบเทียบกับ นายสุชาติ ตันเจริญ เปรียบเทียบกับ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หรือเปรียบเทียบกับตัว นายอดิศร เพียงเกษ เองย่อมเหมาะสมมากกว่า

เมื่อพูดจบ ก็ตามด้วยเสียงปรบมือกราวใหญ่

ต้องยอมรับว่า การพูดของ นายอดิศร เพียงเกษ ถูกต้อง อยู่บนฐานความจริง

แม้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แม้ นายรังสิมันต์ โรม แม้ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม จะมีชื่อโด่งดัง แต่ก็เพิ่งเป็นส.ส.เมื่อเดือนมีนาคม 2562

ยิ่ง น.ส.รักชนก ศรีนอก ยิ่งเพิ่งบวชมาไม่กี่วันนี้เอง

บทสรุปของ นายอดิศร เพียงเกษ จึงมิได้เป็นการบิดเบือน ยิ่งได้รับการหนุนส่ง มาจากคำพูดระดับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยิ่งจำหลักหนักแน่น

ถามว่าแล้วเหตุใดบทสรุปนี้จึงกลายเป็น “ปัญหา”

น่าสนใจก็ตรงที่ บทสรุปด้วยน้ำเสียงแบบนี้เป็นปัญหามากในสังคมไทยยุคนี้

เหมือนกับหากใครเผลอหลุดคำเหยียดหยามด้อยค่าต่อสำนวนบางสำนวนที่เรียกขานคนหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ

หากเป็น “เมื่อก่อน” ก็เหมือนเป็นเรื่อง “ปกติ”

หากแต่เมื่อมาอยู่ในบรรยากาศแห่ง “สมรสเท่าเทียม” และความคึกคักอันสัมผัสได้จากการเคลื่อนไหวแห่ง “ไพรด์ มันท์” ก็ถูก “เหล่” อย่างไม่พอใจ

มองเห็นสำนวนประหลาด จากคนประหลาด

การมาของ “อนาคตใหม่” การดำรงอยู่ของ “ก้าวไกล” นั้นแหละก่อให้เกิดการเปลี่ยน.

จริงที่พรรคอนาคตใหม่ “เพิ่งบวช” แต่ก็มี ส.ส.เหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งพรรคก้าวไกลยิ่งสะท้อน “วัยใส” ในทางการเมือง

แต่ก็เป็นพรรคอันดับ 1 เหนือกว่าทุกพรรคที่เก่าแก่ มิใช่หรือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน