สายตาที่ทอดมองภาพ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในทางการเมืองเริ่มแปรเปลี่ยน

เด่นชัดยิ่งว่า เป็นการแปรเปลี่ยนจากที่เคยมองอย่างเป็น “ด้านลบ” เริ่มเป็นการมองอย่างเป็น “บวก” มากยิ่งขึ้น

นี่เป็นความโน้มเอียงในลักษณะเดียวกับกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

แรกทีเดียว สังคมก็มอง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ด้วยความแคลงคลาง กังขา แต่ต่อมาก็ให้น้ำหนักและมีความเชื่อถือ เริ่มวางใจ

“ความเป็นจริง” ที่เกิดย่อมเป็น “คำตอบ”

ความแคลงคลางกังขาต่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ต่างจากต่อ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ภาพของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แม้จะเอิบอาบอยู่กับภาพทางการเมือง แต่ก็มีรากฐานมาจาก “ธุรกิจ” ทั้งยังเป็นธุรกิจอย่างที่เรียกว่า “สีเทา”

อาจเชื่อมั่นเมื่อเปิดโปงเรื่อง “อาบอบนวด” เรื่อง “บ่อน”

แต่เมื่อแตะเข้าไปยังเรื่องในทาง “การเมือง” ก็ยังไม่แน่ใจ ยังเห็นว่ารากฐานจากความเป็น “นักธุรกิจสีเทา” อาจคือรากฐานแห่ง “ผลประโยชน์” ตามมา

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น “การเมือง” ล้วนๆ

ที่สำคัญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นการเมืองเนื่องแต่ นายทักษิณ ชินวัตร

รากฐาน “เดิม” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ทำงานในลักษณะ “รับใช้” จนถึงขั้น “ขายชีวิต” ให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร เมื่อเกิดพลิกเปลี่ยนจึงมี “คำถาม”

จะเป็นแบบ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือหลายคนใน “ภูมิใจไทย”

แต่เมื่อผ่านแต่ละสถานการณ์ทั้ง “ก่อน” และ “หลัง” การเลือกตั้ง สังคมก็เริ่มมองเห็นว่าบทสรุปของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ใกล้เคียงกับความจริง

บทสรุปที่ “เป็นจริง” ต่างหากคือการสร้างความน่าเชื่อถือ

ความล่อแหลมเป็นอย่างมากอยู่ที่เส้นทางของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในระยะใกล้

เป็นระยะใกล้อันชี้ชะตา นายทักษิณ ชินวัตร เป็นระยะใกล้อันชี้ทิศทางในการตัดสินใจเลือกต่อแต่ละก้าวย่างของพรรคเพื่อไทย

การฟันธงของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น่าเชื่อถือเพียงใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน