วิเคราะห์การเมือง
แม้แถลงจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในเรื่อง “กลุ่มการเมือง” ที่สมคบคิดกับ “โรงสี” เป็นพรรคการเมืองใด
แต่ “วงการ” รับรู้กันอย่าง “แจ่มชัด”
เช่นเดียวกับ แม้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ก็มิได้ระบุชื่อ “พรรคการเมือง” ออกมา แต่เมื่อโยงว่าการปั่นสถานการณ์ครั้งนี้เกี่ยวพันกับการดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “โครงการจำนำข้าว”
ทุกคนต้องประสานเสียง “อ๋อ” โดยพร้อมเพรียงกัน
ยิ่งคนจากพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ และ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ออกมาตั้งข้อสังเกต
ยิ่งทำให้ภาพของ “พรรคเพื่อไทย” ตกอยู่ในแสงแห่ง “สปอตไลต์”
เท่ากับว่า รัฐบาลและคสช.มองตรงกันว่า “พรรคเพื่อไทย” มีส่วนอย่างสำคัญในการปั่นและสร้างกระแสในเรื่อง “ราคาข้าว” ขึ้นมา
สัมผัสได้จากบทสรุปในเรื่อง “ราคาเทียม”
ถามว่าพรรคเพื่อไทยมีศักยภาพอย่างเพียงพอในการสร้างและปั่นกระแสขึ้นมาถึงกับทำให้กลายเป็น “วิกฤต” ในระดับนี้ได้หรือไม่
น่าสงสัย
แม้น้ำเสียงอันมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด จะเน้นไปยังสถานการณ์ที่จังหวัดพิจิตรเหมือนกับเป็นจุดก่อชนวน
แต่ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ พิจิตรมิได้มีแต่พรรคเพื่อไทย
ตรงกันข้าม พิจิตรเป็นพื้นที่ในความยึดครองของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลและบารมีของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หนาแน่นและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เสมือนกับเป็นเมืองหลวงของพรรคประชาธิปัตย์เลยทีเดียว
หากพรรคเพื่อไทยสอดแทรกเข้าไปมีหรือที่หูตาของ “ประชาธิปัตย์” จะไม่รู้
ขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาของชาวนาอันเกิดขึ้นเหมือนกับเป็นโรคระบาดดูเหมือนจะจำกัดขอบเขตอยู่ในพื้นที่ของภาคกลางอย่างเป็นด้านหลัก
ที่เป็นภาคเหนือก็เป็นภาคเหนือ “ตอนล่าง”
รับรู้กันอยู่เป็นอย่างดีว่า ภาคเหนือตอนล่างเป็นพื้นที่อิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ภาคกลางด้านหลักยังเป็นของพรรคชาติไทย ซึ่งต่อเนื่องมายังพรรคชาติไทยพัฒนา
หรือว่าพรรคชาติไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว
สภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่การสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองจะต้องชี้ “รูปธรรม” ออกมาให้เห็น
มิเช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องอีหรอบเดียวกับ “คาร์บอมบ์”
ก็เหมือนอย่างที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เคยสรุปอย่างรวบรัดยิ่งในเรื่องอันเกี่ยวกับ “คำพูด”
นั่นก็คือ ก่อนจะพูด ก่อนจะแถลงแสดงออกมามันเป็น “ของเรา” เป็นของผู้พูด แต่เมื่อออกจากปากของเราไปสู่สาธารณะแล้วก็ยากที่จะควบคุมทิศทางและวิถีดำเนินได้
“คำพูด” นั่นแหละจะย้อนมา “ตรวจสอบ” จากความเป็นจริง