การลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ด้านแร่หายาก ระหว่างนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กับประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อไม่นานนี้ ควรเป็นข่าวดีที่สะท้อนการเปิดทางสู่อนาคตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

แต่กลับกลายว่าเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามมากมายจากฝ่ายการเมือง และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ทั้งเรื่องความโปร่งใส ผลประโยชน์ของชาติ และจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย

การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ “แร่หายาก” คือหัวใจของเทคโนโลยีสะอาด ไม่ว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ฯลฯ การเข้าร่วมด้านนี้กับสหรัฐย่อมเปิดประตูให้ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

แต่ข้อตกลงที่ถูกปิดบัง ไม่มีความโปร่งใสและแผนยุทธศาสตร์รอบด้าน อาจทำให้โอกาสนี้กลายเป็นกับดักระยะยาว

คำถามที่พรรคฝ่ายค้านตั้งขึ้น คือการที่เอกสารเอ็มโอยูแร่หายากนี้ ไม่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน ทำให้สังคมสงสัยว่ารัฐบาลกำลังซ่อนอะไรไว้หรือไม่

การที่ประชาชนทราบข่าวจากฝั่งสหรัฐ ก่อนรัฐบาลไทยชี้แจง แสดงถึงการขาดความเคารพต่อสิทธิการรับรู้ของสาธารณชน

หากรัฐบาลหวังเพียงสร้างภาพ ให้ดูเหมือนนำพาประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลก โดยละเลยการวางแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติระยะยาว ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี

ปัญหาสารปนเปื้อนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังจัดการไม่ได้ ตอกย้ำว่าไทยยังขาดความพร้อมในการบริหารทรัพยากรที่มีลักษณะอ่อนไหวเช่นนี้ การประกาศว่าสามารถยกเลิก MOU ได้ทุกเมื่อ ยังตีความได้ว่าไทยไม่มั่นคงในนโยบาย ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

อีกข้อสำคัญคือการลงนามจับมือกับสหรัฐ ในประเด็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีน ยังเสี่ยงต่อการถูกมองว่าไทยกำลังเลือกข้างอย่างไม่ระมัดระวัง

ในยุคพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีระดับสูง ประเทศไม่อาจเดินได้ด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า หากไม่มีแผนแม่บทการลงทุนที่รอบคอบ มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด และที่สำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน

ไม่เช่นนั้นเอ็มโอยูดังกล่าว อาจเป็นจุดเริ่มการสูญเสียทั้งทรัพยากร ความเชื่อมั่นและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ รีบชี้แจงรายละเอียดอย่างโปร่งใส พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านแร่หายากให้ชัดเจนว่า ประเทศและคนไทยจะได้อะไร เสียอะไร และจะปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน