ปี 2568 กลายเป็นปีน้ำท่วมใหญ่ แม้ปริมาณน้ำปีนี้จะน้อยกว่าปี 2554 ถึงร้อยละ 20 แต่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากลับต้องจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 4 เดือน หลายจังหวัดตั้งแต่สุโขทัย พิจิตร สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา จนถึงปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
คำถามสำคัญคือเหตุใดน้ำปีนี้น้อยกว่า แต่น้ำท่วมยังคงรุนแรง
นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ เคยกำกับดูแลงานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติสมัย ‘รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ และที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ‘รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร’
สรุปเหตุผลความล้มเหลวครั้งนี้ไว้ชัดเจน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างตรงไปตรงมา
ฝนลากยาวถึงพ.ย. พายุฤดูร้อนซ้ำเติม ระบบรับน้ำไม่ทัน ไม่สามารถระบายได้ตามรอบฤดูกาล
พื้นที่ลุ่มน้ำยม สุโขทัย-พิจิตร ฝนตกหนักซ้ำซาก เกิดทุ่งน้ำหน่วงขนาดใหญ่ เมื่อไหลลงถึงภาคกลางตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง การระบายจึงชะงัก 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ ระดับน้ำเต็ม 100% ต้องระบายวันละกว่า 200 ล้านลบ.ม. ไหลลงภาคกลางช่วงน้ำทะเลยังหนุนสูง
กรมชลฯ ไม่ระบายน้ำเข้าทุ่งตะวันออกตามแนวคลองชัยนาท-ป่าสักตั้งแต่ต้น ทำให้พื้นที่รับน้ำถูกใช้ล่าช้า ชาวบ้านประท้วงจึงเริ่มดำเนินการ การสื่อสารผิดพลาดว่าน้ำไม่มาก ทำให้หลายพื้นที่สร้างคันกั้นไม่แข็งแรง เมื่อปริมาณน้ำจริงมากเกินคาด พนังดินจึงพังเป็นแนวยาว
นายปลอดประสพตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการเมือง ไม่มองปัญหาเชิงระบบ มอบหมายให้รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้สั่งการ แทนที่จะเป็นหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ
นอกจากนี้ ยังมองถึงการโยกย้ายผู้ว่าฯ และอธิบดีกรมที่เกี่ยวกับน้ำด้วยเหตุผลทางการเมือง ทำให้ขาดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพการทำงาน
รัฐบาลเลือกใช้วิธีเยียวยาผู้ประสบภัย มากกว่าการลงทุนป้องกัน ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้เร่งระบายน้ำ มากกว่าเงินช่วยที่ไม่คุ้มกับความสูญเสีย
ผลลัพธ์ความผิดพลาดทำให้พื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ ถูกน้ำท่วม ประชาชนหลายล้านคนเดือดร้อน เสียชีวิต นับสิบราย หลายหมื่นชีวิตต้องอพยพ คือวิกฤตชาติไม่ต่างจากภัยสงคราม
อดีตรองนายกฯ ชี้ต้นตอปัญหาทั้งหมดเริ่มจาก คสช.ยกเลิก ‘โครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท’ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งวางแผนบูรณาการระบบป้องกันน้ำท่วมทั้งประเทศ เมื่อโครงการยกเลิกความต่อเนื่องทางนโยบายก็หายไป
ภาระรับผิดชอบจึงตกมาถึงปัจจุบัน ที่เริ่มมีเสียงร้องว่ารัฐบาล ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วม ในระดับไม่น้อยไปกว่าปัญหาชายแดนและสแกมเมอร์