สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งแรงสะเทือนถึงระดับภูมิภาค เชื่อมโยงไปถึงสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ

หลังคำประกาศของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ว่า “สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้ เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ จบลงแล้ว” และ “ขณะนี้ 4 ข้อในปฏิญญาไทยไม่ปฏิบัติแล้ว”

ไม่กี่วันถัดมา ผู้แทนการค้าสหรัฐประกาศจะระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนชั่วคราว แม้กระทรวงการต่างประเทศจะยืนยันว่าควรแยกประเด็นความมั่นคงออกจากการค้า แต่สหรัฐกลับผูกสองเรื่องเข้าด้วยกันผ่านเงื่อนไขให้ไทยกลับไปปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมกับกัมพูชาเสียก่อน

ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำข้อเท็จจริงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า ความมั่นคงในภูมิภาค และความสัมพันธ์ทวิภาคีทางเศรษฐกิจล้วนสัมพันธ์เกินกว่าจะแยกออกจากกันได้

พรรคเพื่อไทยตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลสร้างขึ้น คำพูดเชิงท้าทายของผู้นำรัฐบาล เช่น “ขายประเทศนี้ไม่ได้ ก็ไปขายประเทศอื่น” ถูกมองว่าขาดวุฒิภาวะเชิงการทูต ทั้งส่งสัญญาณผิดไปยังสหรัฐ ประเทศคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย

ในวันที่เศรษฐกิจโลกแข่งขันเข้มข้น การพูดด้วยอารมณ์ในเวทีความมั่นคงเพื่อหวังสร้างคะแนนนิยม กลายเป็นปัจจัยบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

แม้นายกฯ อนุทินจะอ้างว่าประธานาธิบดีทรัมป์ เข้าใจจุดยืนไทย และยืนยันจะไม่เชื่อมโยงเรื่องการค้าเข้ากับปฏิญญาสันติภาพ แต่ข้อเท็จจริงก่อนหน้าเป็นหนังสือทางการจากสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR

บ่งชัดถึงการใช้มาตรการภาษีเพื่อตอบสนองต่อสันติภาพชายแดน สะท้อนภาพความคลุมเครือที่ไทยต้องเผชิญ

ภาคเอกชนไทยมองความไม่แน่นอนนี้ด้วยสายตากังวล เพราะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% และความเชื่อมั่นทางการเมืองสั่นคลอน

หากสหรัฐใช้มาตรการภาษีตอบโต้จริง ไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐมากถึง 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด จะเผชิญผลกระทบรุนแรง เสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดที่หาใหม่ทดแทนไม่ได้

การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องตั้งอยู่บนความจริงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่อารมณ์การเมือง เพราะคำพูดคำเดียวอาจเป็นชนวนให้ประเทศเสียหายโดยไม่จำเป็น ทั้งหมดเป็นข้อเตือนใจในยุคเศรษฐกิจและความมั่นคง เชื่อมกันอย่างแยกไม่ออก

ผู้นำรัฐบาลจำเป็นต้องระมัดระวังคำพูด การประกาศนโยบายต่อสาธารณะเพื่อหวังคะแนนนิยมด้านความมั่นคงอย่างเดียว ไม่อาจแลกกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของชาติและปากท้องประชาชนได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน