มติเอกฉันท์ 243 เสียงของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รับหลักการร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีบุกรุกป่า เป็นหมุดหมายความพยายามฟื้นฟูความเป็นธรรมในสังคมไทย
เป็นสัญญาณว่า รัฐเริ่มยอมรับความจริงว่า คนจนจำนวนมากถูกผลักให้กลายเป็น “ผู้บุกรุก” ในผืนดินที่พวกเขาอยู่มาก่อนรัฐจะลากเส้นแบ่งป่า
สองร่างกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดฯ และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ มีเจตนาคืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีให้ผู้ถูกดำเนินคดี เพียงเพราะความคลาดเคลื่อนของนโยบายรัฐในอดีต
ไม่ใช่เพื่อปกป้องนายทุน หรือเปิดช่องฟอกขาวทุจริตอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่เพื่อปลดล็อกทางคดีของผู้ยากไร้ ซึ่งแบกรับความอยุติธรรมมายาวนาน
ตัวเลขจากการอภิปรายสะท้อนปัญหา ระหว่างปี 2557-2564 มีชาวบ้านกว่า 4,700 คนถูกดำเนินคดีรุกป่า หากรวมคดีในลักษณะอื่นอาจสูงถึงหลักหมื่น และกว่า 90% เป็นผู้ยากไร้ ไม่ใช่นายทุน
นั่นคือผลลัพธ์นโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ที่มุ่งสร้างตัวเลขมากกว่าความเป็นธรรม ซ้ำร้ายบางกรณีกลับเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ชี้ว่ารากเหง้าความขัดแย้งเรื่องที่ดินไม่ใช่เรื่องใหม่ กว่า 40 ปีที่ผ่านมา รัฐประกาศพื้นที่ป่าไว้ถึง 135 ล้านไร่ แต่สภาพพื้นที่จริงเหลือเพียงราว 100 ล้านไร่
ที่เหลือกว่า 35 ล้านไร่ คือบ้านเรือน ชุมชน โรงเรียน และพื้นที่ทำกินที่ประชาชนอยู่มาหลายชั่วอายุคน แต่กลับถูกตีตราเป็นผู้บุกรุก
ชุมชนไทยสามัคคีในทับลานและพื้นที่วังน้ำเขียวเป็นตัวอย่าง คนอยู่มาก่อนกลายเป็นผู้ต้องหา ความล่าช้าในการพิสูจน์สิทธิ์ตั้งแต่ปี 2541 ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าคดีความที่ตนเองไม่ได้ก่อ จะจบเมื่อใด บางคนถูกกดดันให้รับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบ
ร่าง พ.ร.บ.ที่สภากำลังพิจารณาจึงตั้งอยู่บน 2 หลักการ คือ เพื่อปลดภาระทางคดีให้ผู้บริสุทธิ์ และกำหนดกรอบเวลาเร่งรัดพิสูจน์สิทธิ์เพื่อยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ
ใครอยู่ก่อนต้องได้รับการคุ้มครอง ใครบุกรุกใหม่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม ร่างกฎหมายนี้คือ “สารตั้งต้น” คลี่คลายปัญหาเรื้อรัง ไม่ใช่การแจกที่ดินแต่คือ “กระดุมเม็ดแรก” เพื่อคืนสิทธิ์ให้ผู้สูญเสียมานาน
รัฐต้องไม่มองประชาชนเป็นศัตรู หรือเป็นเพียงผู้บุกรุก แต่ต้องคืนสิทธิ์และยุติคดีที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปด้วยความเสมอภาคที่แท้จริง