รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 9 จังหวัดภาคใต้ในครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยชี้ในครั้งนี้ว่าเกิดความเสียหายใหญ่หลวงในทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ ชีวิตประชาชนและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ด้านเศรษฐกิจได้รับความเสียหายรวมกันอย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาท
เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีศักยภาพบริหารจัดการ ทำให้เกิดความล้มเหลว อันเนื่องมาจากการแบ่งงานแบบเบี้ยหัวแตก แม้จะส่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกำกับและสั่งการในแต่ละพื้นที่แล้วก็ตาม
อีกทั้งแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์การบูรณาการความช่วยเหลือ มีศูนย์จัดการภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น แต่การดำเนินการก็ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ระบบเตือนภัยพิบัติก็ไม่มีความแม่นยำอย่างเพียงพอและไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน ทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่และหน่วยงานส่วนกลางที่ต้องแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนรับทราบข้อมูลโดยเร็ว
การให้ความช่วยเหลือและอพยพประชาชนที่ประสบภัยก็เป็นไปเป็นแบบต่างคน ต่างทำ ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฏิบัติสอดประสานร่วมกัน
รวมถึงทิศทางการสื่อสารระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางก็ไม่ไปในทางเดียวกัน ประชาชนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี ทำให้ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็นกันคือมีความเสียหายหนัก
หลังเกิดเหตุการณ์ก็มีความพยายามหาแพะโยนผิด รัฐบาลไม่กล้าแสดงความรับผิดและชี้ความบกพร่องของเทศบาล ฝ่ายปกครองและตำรวจสั่งย้ายนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานี นายกเทศมนตรีกว่าจะปรากฏตัวก็เนิ่นนาน
ภาคใต้มีทั้งหมด 14 จังหวัด มีขนาดเศรษฐกิจรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8% ของจีดีพีทั้งประเทศ มีทั้งหมด 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก
ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 967,221 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของทั้งภาค ประชาชนได้รับผลกระทบเกือบ 3 ล้านคน
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากสุดคืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568 กระทบโดยตรงคือการหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจและโดยอ้อมคือความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งหมดทั้งมวล รวมประมาณ 12,100 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ พื้นที่อำเภอหาดใหญ่เคยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนักมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ก็ไม่มีมาตรการรับมือ ดังนั้นจึงต้องวางแผนรับมือภัยธรรมชาติอย่างจริงจัง เป็นระบบทั้งการป้องกันและบรรเทา โดยงานเฉพาะหน้าขณะนี้คือต้องเร่งฟื้นฟูโดยเร็ว