สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 เริ่มวนกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง แค่วันแรกของเดือนธ.ค.2568 ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ระบุ อากาศทั่วประเทศเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง หลายพื้นที่ไต่ระดับสู่เขตอันตรายทางสุขภาพอย่างรวดเร็ว

โดยมี 5 จังหวัด สมุทรสาคร นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และปทุมธานี ค่าฝุ่นอยู่ระดับสีแดง

ขณะที่อีก 41 จังหวัดอยู่ในระดับสีส้ม สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ แต่แผ่กระจายลุกลามไปทั่วทุกภูมิภาค

กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางความเสี่ยง ด้วยจำนวน 48 เขตที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับอันตรายอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

สาเหตุใหญ่ของฝุ่น PM 2.5 ยังคงมาจากการ เผาพื้นที่เกษตร นาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่หมุนเวียน และอ้อย ผนวกกับสภาพอากาศปิดในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดฝุ่นสะสมเข้มข้น

รวมถึงมลพิษจากรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองหลวงและปริมณฑลแย่ลงอย่างมาก จนเป็นภัยสุขภาพต่อประชาชนทุกกลุ่มที่ต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน

ปรากฏการณ์นี้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่ชี้ว่า ปัจจุบันการจัดการปัญหายังอยู่ที่ปลายเหตุ เช่น การฉีดน้ำลดฝุ่น หรือแจกหน้ากาก ซึ่งไม่อาจยุติปัญหาขั้นต้น นั่นคือการเผาในพื้นที่เกษตรและการปล่อยมลพิษ

ข้อเรียกร้องเร่งด่วนขณะนี้จึงอยู่ที่การเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งออกแบบมาเพื่อคุมเข้มปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจังถึงแก่นรากให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

ร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านวาระ 3 สภาผู้แทนฯ เมื่อต.ค.ที่ผ่านมา จะเข้าสู่วุฒิสภาภายในเดือนนี้หรือม.ค.ปีหน้า

กฎหมายนี้ส่งเสริมหลักการสำคัญ เช่น ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย การใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ การตั้งกองทุนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่การผลิตที่สะอาด สำหรับเกษตรกรรายย่อยและเอสเอ็มอี

สิทธิของประชาชนในการมีอากาศที่สะอาดบทลงโทษผู้ก่อมลพิษ ระบบบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาสังคม การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน เป็นต้น

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายนี้ให้ผ่านวุฒิสภาโดยไม่ลดทอนเนื้อหาสำคัญ ก่อนยุบสภาต้นปีหน้า ขณะที่ประชาชนผู้รับผลกระทบโดยตรง ควรจับตาการขับเคลื่อนกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อสิทธิของทุกคนในการมีอากาศสะอาดไว้สูดหายใจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน