นายกรัฐมนตรี ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หลังรัฐสภามีมติให้คงไว้ซึ่งอำนาจวุฒิสภาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงจำนวน 1 ใน 3 ต่อไป
อ้างว่าดำเนินการตามคำแนะนำของพรรคประชาชน หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาลผนึกกับสมาชิกวุฒิสภาสีน้ำเงินลงมติสนับสนุน ซึ่งไม่เป็นไปตามความปรารถนา
แต่พระราชกฤษฎีการะบุว่าเพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่มีปัญหารุมเร้าในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้ไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพ
พร้อมชี้ว่าหากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องยุบสภาเสีย
ขั้นตอนหลังจากนี้ภายใน 5 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ธันวาคมนี้ รัฐบาลและคณะกรรมการการลือกตั้งจักประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่
โดยต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่ง คาดว่าจะสามารถจัดเลือกตั้งได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
อาจจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมยืนยันว่ามีความพร้อมทำหน้าที่นี้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้
แต่ระหว่างนี้ มีสถานการณ์ที่น่ากังวลเกิดขึ้นจากการส่งสัญญาณของรองนายกรัฐมนตรีบางคน อ้างว่าสถานการณ์ชายแดนอาจไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งวันเดียวกันได้ทั่วราชอาณาจักร
ขณะที่เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 104 ระบุหากมีเหตุจำเป็น สามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เหตุนั้นสิ้นสุดลง โดยต้องจบสนิทจริงๆ
กรณีนี้จะเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลชุดนี้รักษาการได้นานขึ้นอีก ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลรักษาการกับรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มนั้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติและนักลงทุนต่างประเทศต่างกัน
ที่ผ่านมาก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แล้ว อีกทั้งสาเหตุที่ยุบสภาก็อ้างเหตุผลนี้ด้วย ระบุทำให้ไม่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาต่างๆ แต่เมื่อรักษาการก็ยังอยากอยู่ยาวขึ้นอีก ประชาชนก็ยิ่งน่ากังวล