ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว.
โดยศาลให้ชี้แจง อาทิ การสั่งรับเรื่องไว้สืบสวน การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน เป็นไปล่าช้าหรือไม่ การสืบสวนขยายระยะเวลาหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับใด
รวมถึงหากกกต.ไม่ดำเนินการภายในกรอบระยะเวลาแล้วจะส่งผลอย่างไร การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบหรือไม่ และปัจจุบันการสืบสวนอยู่ในขั้นตอนใด ผลเป็นประการใด เป็นต้น
ศาลให้เวลา 30 วันในการชี้แจงข้อเท็จจริง และนัดฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษาในวันที่ 27 ม.ค.2569
คำสั่งของศาลดังกล่าวนั้นสืบเนื่องจากกลุ่มสำรอง สว.ยื่นคำฟ้องต่อศาลเพื่อเอาผิดประธานกกต.กับพวก กกต. และเลขาธิการ กกต. รวมทั้งหมด 8 คน
โดยกล่าวหากระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. และระเบียบกกต.ที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากกลุ่มผู้ฟ้องคดีเห็นว่าพฤติการณ์ของประธานกกต.กับพวกไม่พยายามเดินหน้าคดีฮั้วเลือกสว.ให้เป็นไปตามครรลองปกติ และมีความล่าช้า ทั้งที่ขณะนี้ควรส่งสำนวนคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
หลังจากนี้ต้องติดตามดูว่า เมื่อสำนักงานกกต.ส่งเอกสารชี้แจงแล้ว ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไรต่อไป
ขณะนี้คดีฮั้วสว.อยู่ในความรับผิดชอบของกกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยในส่วนของดีเอสไอส่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก 8 คนต่ออัยการแล้ว ความผิดฐานฟอกเงินและอั้งยี่ แต่ก็ยังมีข้อเรียกร้องต่อไปว่าต้องไม่หยุดแค่ผู้ต้องหา 8 คน
ส่วนอีกสำนวนที่กกต.ดำเนินการอยู่นั้นมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในจำนวนนี้ 136 คนเป็นสว. ส่วนที่เหลือเป็นแกนนำพรรคการเมือง นักการเมือง และเครือข่าย
แต่สำนวนคดีค้างอยู่ในชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุมกกต.ชุดใหม่ เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการฮั้วสว.ยื่นฟ้องต่อศาลเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การที่ศาลรับคดีไว้พิจารณาและสั่งให้กกต.ชี้แจง ย่อมแสดงให้เห็นว่าคดีฮั้วสว.มีความสำคัญ และใหญ่เกินกว่าที่ผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีจะนิ่งเฉยได้